“แม่ไม่มีผ้าถุง ไม่มีผ้าพื้นเมืองงามๆใส่ไปวัดเลยเนี่ย” คำพูดของคุณนายแม่เอ่ยลอยๆๆ มาบ่อยครั้งหลังอาหารสามเวลา จนอาทิตย์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปทำบุญวันพระใหญ่สิบสองเป็งของชาวล้านนาที่วัดใกล้บ้าน คำพูดดังกล่าว ก็ถูกยิบยกขึ้นมาอีก คราวนี้จริงจังมาก ถึงกับกระซิบข้างหูดังๆๆว่า “แม่อยากได้ฝ้าถุง ผ้าฝ้าย ผ้าทางเหนือ ที่ราคาไม่แพง พาแม่ไปหน่อย นี่คือคำสั่ง” ในใจผู้เขียนตกใจมากนะ อุทานในใจ อุ้ยต๊าย!!! แม่อยากซื้อผ้าถุง ผ้าพื้นเมืองใหม่ๆ สวยๆงามๆ ทั้งที่มีผ้าถุง ผ้าทอมือแบบอิสานเต็มบ้าน ไม่อยากจะเชื่อเลยนะเนี่ย แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้ตอบรับใดๆเลย เพราะยุ่งเหยิงหาเวลายากมากอยู่แล้ว หากรับปาก คุณนายแม่คงแหกอกตายในไทยก่อนได้กลับเกียวโตเป็นแน่แท้ ถ้าไม่ทำตามสัญญา อิอิ

เช้าวันเสาร์นี้ไม่มีฝนตก คุณนายแม่นั้นไปเดินออกกำลังกายตามปกติ กลับมาจิบกาแฟ สวดมนต์ รับอาหารเช้า ตามกิจวัตรที่ทำเป็นปกติ ผู้เขียนเอ่ยลอยๆ ว่า “ปะ ไปลำพูนกัน ไปดูบ้านเมืองเค้าสิ ว่า การค้าขายเป็นไงบ้าง” ได้ผลเลย แม่ยิ้มรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า นับตังค์ในซองเตรียมไว้ซื้อของ บอกจะจ่ายเองด้วยหนา ฮ่า เมื่อพร้อมก็ออกเดินทาง จากบ้านพักที่อำเภอสารภี ใช้เส้นทางเลียบคลองชลประทาน ทางหลวงหมายเลข 108 วิ่งตรงไปตามเส้นทาง ขับตรงผ่านตลอด ลอดอุโมงค์สันป่าตอง ดอยหล่อ แม่วาง มองป้ายตรงไป อ.บ้านโฮ่ง ป่าซาง ผ่านฉลุย ไม่มีพลาด หรือจะใช้จีพีเอสนำทางก็สะดวกสบายดี ไม่มีหลงทางแน่นอน ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงเพราะขับรถแบบเต่า ก็มาถึงจุดหมายปลายทาง สะดวกสบายมากเลย

บ้านดอนหลวงแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตผ้าฝ้ายทอมือใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชาวบ้านในชุมชนกว่า 250 หลังคาเรือน จำนวนประชากรประมาณ 800 คน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม คู่กับทอผ้าฝ้ายเป็นหลัก น้อยคนนักจะรู้ว่า สินค้าผ้าฝ้ายที่วางขายตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ทั่วประเทศไทย ทั้งเชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา กทม. ส่วนใหญ่ล้วนสั่งจากชุมชนแห่งนี้ทั้งสิ้น

ต้องย้อนกลับไปกว่า 200 ปีที่แล้ว เดิมชาวบ้านดอนหลวงเป็นหมู่บ้านชาวยอง ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองยอง ประเทศพม่า โดยชาวยองจะมีวัฒนธรรมการทอผ้าสืบทอดกันรุ่นต่อรุ่น เพื่อไว้ใช้ในชีวิตประจำวันภายในครอบครัว ต่อมาเริ่มมีคนภายนอกมาสั่งซื้อ จนพัฒนาเป็นหมู่บ้านหัตถกรรมผลิตและขายผ้าฝ้ายให้คนภายนอกเรื่อยมาถึงปัจจุบัน

ด้วยช่องทางการตลาดส่วนใหญ่ ขายส่งผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อนำไปขายต่อตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในที่ต่างๆ คนทั่วไปจึงไม่รู้จักบ้านดอนหลวงมากนัก ทำให้ยอดปลีกขายหน้าร้านในชุมชนน้อยมาก บางวันถึงกับขายไม่ได้เลย เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ชาวบ้าน และส่วนราชการท้องถิ่น จึงร่วมกันพัฒนาให้ชุมชนกลายเป็นหมู่บ้านโอทอป เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ดึงลูกค้าภายนอกเข้ามาซื้อสินค้าถึงแหล่งผลิต ช่วยเสริมการตลาดภายใน ควบคู่กับการขายส่ง และปัจจุบันเพิ่มช่องทางการขายในสื่อโซเซียลมีเดียและอินเตอร์เน็ตมากขึ้น แม้ว่าบรรยากาศการค้าขายในชุมชนแห่งนี้จะซบเซาเพราะเกิดโรคระบาดโควิด19 แต่ก็ยังประคองตัวกันได้ในตลาดออนไลน์ นั่นเอง

หากแต่อีกหนึ่งเสียงสะท้อนดังๆจากกลุ่มผู้นำชุมชนของปัญหาหัตถกรรมบ้านดอนหลวงคือ ชาวบ้านส่วนใหญ่เน้นทำตามคำสั่งซื้อลูกค้า น้อยรายจะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง อีกทั้ง คนรุ่นใหม่ไม่สนใจสานต่อภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ช่างทอส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนแก่คนเฒ่า ส่วนคนรุ่นใหม่เลือกไปทำงานในตัวเมือง หรือ กรุงเทพฯ แทน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกประมาณ 20 ปี อาจไม่เหลือช่างทอผ้าฝ้ายท้องถิ่นให้เห็นอีกเลย น่าเศร้าจัง

ความรู้สึกแรกสัมผัสเมื่อเลี้ยวรถเข้าหมู่บ้านดอนหลวง อดที่จะทึ่งกับความสวยงามของบ้านเรือนในชุมชนไม่ได้ แทบทุกหลังมีลักษณะบ้านทรงโบราณ ผสมผสานกับการตกแต่งสมัยใหม่ บรรยากาศเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน แทบจะไม่พบขยะสักชิ้นตกตามเส้นทางเดิน แต่ก็รู้สึกหดหู่ไปด้วยเพราะร้านรวงส่วนใหญ่ปิดกิจการ และ ปิดร้านชั่วคราวเนื่องเพราะสถานการณ์โควิด19 ที่ลำพูนยังน่าวิตกและไม่ปลอดภัย

ความหวังของผู้เขียนนั้นอยากเห็นความสุขและรอยยิ้มจากทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ รวมถึงความมีชีวิตชีวาของชุมชนในเร็ววันนี้ อยากให้ทุกชีวิตทุกธุรกิจ เกิดการหมุนเวียน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ให้ชีวิตหมุนไปตามวิถีที่ควรจะเป็น หากมีโอกาสเชิญชวนผู้อ่านมาเยือนสักครา แล้วจะหลงรักชุมชนแห่งนี้เหมือนกับที่ผู้เขียนรักแน่นอน ช่วยกันคนละมือให้สิ่งดีๆยังอยู่คู่สังคมต่อไป

บทส่งท้าย คุณนายแม่นั้นช้อบเพลินเกินห้ามใจ ได้มาหลายชิ้นอยู่หนา บอกว่าช่วยกันซื้อเพื่อให้ร้านค้าเกิดรายได้ แม่ก็ได้ของถูกใจใส่แล้วสวยงามมีความสุข ที่สำคัญนั้นตังค์แม่อยู่ครบ เพราะลูกๆจ่าย อิวะ ฮ่าๆๆ

Leave a Reply