“เบลเยี่ยม”(Belgium) เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องของช็อกโกแลต และวาฟเฟิลแสนอร่อย ถึงจะเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีบรรยากาศสงบสวยงาม แต่ก็มีประวัติศาสตร์มากกว่า 1,000 ปี มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 15-18 องศาเซลเซียส ตลอดทั้งปี นับว่าเป็นอีกดินเเดนที่มีอากาศดี มีมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหล ให้มาเที่ยวชมความสวยงามของสถาปัตยกรรม และธรรมชาติ โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่าง บรัสเซลส์ ซึ่งถือเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของนักเดินทางทั่วโลก

หน้างาน Seafood Expo ที่บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม

ทริปนี้ ผู้เขียนตามมาเซอร์ไพร์ MadamJulie ที่บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม เนื่องจากนางมีภารกิจที่นี่ ผู้เขียนเองเต็มใจลากกระเป๋าเดินทางมาโดยไม่บอกกล่าวใคร บินจากปักกิ่งมาที่ บรัสเซลส์ ใช้เวลาไม่นานแค่ 6 ชม.กว่าๆๆ ก็ถึงกรุงบรัสเซลส์แล้ว เลือกนั่งรถไฟใต้ดินเข้าเมืองมาสถานีที่ใกล้ โรงแรมที่มาดามเข้าพักให้มากที่สุด จากนั้นเปิดแผนที่ Google Map เแต่….เทคโนโนโลยีก็มีเออเร่อ ทำให้ต้องเดินอ้อม ไปมา ท้ายที่สุด เลือกนั่ง Uber จ้า พอขึ้นรถ โอ้ว พระเจ้า คนละฝั่งถนนเลยทีเดียว นี่เราเดินมาไกลขนาดนี้เลย….

อาหารเช้าที่ Ibis Styles brussels centre Stephanie
อาหารเช้าที่บรัสเซลส์

ส่วนใหญ่ที่มายุโรป ผู้เขียน หรือแม้แต่ MadamJulie เอง จะเลือกพัก Ibis เป็นส่วนมาก เนื่องจากราคาไม่แพงมาก ทั้งห้องพัก รวมถึงสถานที่ตั้งค่อนข้างทำเลดี เดินไม่ไกลจากรถไฟใต้ดิน หรือ รถแทรม (ยกเว้นหลงทาง ฮ่าๆๆ) ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผู้เขียนทราบข้อมูลว่าพักที่ Ibis Styles Brussels Centre Stephanie :Chaussée de Charleroi 66, 1060 Brussels ผู้เขียนมานั่งรอที่ Lobby รอเวลา มาดามจูลี่กลับมาเลย มาถึง ถึงกับกรี้ดลั่นเลย ทีเดียว แต่คงไม่ได้แปลกใจอะไรมาก เพราะผู้เขียนทำบ่อยครั้ง เพราะถ้านัดแล้วมักจะไม่ได้มา ….ส่วนใหญ่ที่มา คือไม่ได้นัด คนรอบตัวจะรู้ดีที่สุด ฮ่าา

บรัสเซลส์ (Brussels) 

บรัสเซลส์(Brussels) เมืองหลวงประเทศเบลเยี่ยม เป็นเมืองที่มีความสวยงามและมีเสน่ห์ ทั้งยังเป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศอย่าง คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (EU) เเละสำนักงานใหญ่ของนาโต (NATO) อีกด้วย ถึงแม้จะเป็นเมืองหลวงขนาดเล็ก แต่เพราะความงามที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งนี้ จึงเป็นจุดหมายให้นักเดินทางทั่วโลก ต้องมาเยือน ด้วยเช่นกัน

จัตุรัสกรองด์ ปลาซ (Grand Place)

จัตุรัสกรองด์ ปลาส(Grand Place)นั้นเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ประกอบไปด้วยอาคารและสถาปัตยกรรมมากมาย เป็นสถานที่ที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมและศิลปะที่โดดเด่น บ่งบอกถึงวัฒนธรรมและสังคมที่หลากหลายของกรุงบรัสเซลส์ได้อย่างดี ด้วยความสวยงามและเก่าแก่ทำให้ที่นี่ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกอีกด้วย

ภายในจตุรัสกรองด์ ปลาซ ประกอบด้วยศาลาว่าการกรุงบรัสเซลส์ (Brussels Town Hall) เป็นอาคารสไตล์โกธิค มียอดแหลมสูง ด้านบนยอดจะเป็นหอระฆัง มองเห็นได้ง่ายไม่ว่าจะอยู่ในส่วนไหนของเมืองนี้ จัตุรัสกรองด์ ปลาซ เปิดให้บริการทุกวัน และฟรีค่าเข้าชม

ประติมากรรมยอดตึก จตุรัสกรองด์ปลาส
ร้านอาหาร ร้านกาแฟ บริเวณจตุรัส
ตึกตรงกลางยอดแหลมสูง จะมีประติมากรรมรูปบนผนังให้ลูบแขนขอพรเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์นักแล
ผู้เขียนไม่พลาดการขอพรแบบนี้แน่นอน ฮ่าๆ
มาเบลเยี่ยมต้องไม่ลืมลองชิมเบียร์ ถ้านั่งจิบที่จตุรัส จะยิ่งฟิน

บริเวณจตุรัสกรองด์ ปลาส จะมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ไว้บริการมากมาย นั่งจิบกาแฟ หรือ เบียร์ ปล่อยวางความรู้สึก ให้เวลาหมุนรอบตัวช้าลง ความสุขง่ายๆๆ ที่เราหาได้ทั่วไป ผู้เขียนเองชื่นชอบการนั่งจิบเบียร์ ทอดอารมณ์ มองดูผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ มองความงามของสถาปัตยกรรมที่งดงาม แค่นี้ก็คุ้มค่าแล้วที่ได้มาเยือน

แมนิเกนพีส (Manneken Pis)

Manneken Pis วันที่มีเสื้อผ้าใส่ด้วย ฮ่าาา

แมนิเกนพีส (Manneken Pis) กลางกรุงบรัสเซลส์ ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเบลเยี่ยม ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมของถนนเลทุฟตัดกับถนนแซน ถือเป็นจุดที่ทุกคนให้ความสนใจมาเที่ยวชมกันเป็นอย่างมาก หากไม่มีรูปนี้ถือว่า มาไม่ถึงบรัสเซลส์ เลยทีเดียว

Manneken Pis วันที่ไม่ได้สวมเสื้อ

Manneken Pis มีความหมายว่า เด็กชายกำลังฉี่ เป็นประติมากรรมมีลักษณะน้ำพุขนาดเล็ก ตัวประติมากรรมหล่อด้วยทองเเดงเป็นรูปเด็กผู้ชายเปลือยกาย กำลังยืนฉี่ลงอ่าง มีความสูงประมาณ 60 เซนติเมตร ในเทศกาลที่สำคัญ จะมีการนำชุดต่างๆ มาสวมให้กับรูปปั้นตัวนี้ด้วย เพื่อสร้างบรรยากาศให้เข้ากับแต่ละเทศกาล ตามตำนานเล่ากันว่า รูปปั้นของเด็กชายคนนี้มีชื่อว่า จูเลียนสกี เป็นเด็กชายชาวเบลเยี่ยม ในช่วงเกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสเเละเบลเยี่ยม ทหารฝรั่งเศสได้วางระเบิดที่กลางบรัสเซลส์ หวังผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก เเละมีการจุดฉนวนระเบิด ซึ่งในยุคนั้นจะเป็นการวางสายฉนวน เเต่เด็กน้อยจูเลียนสกี มาเห็นสายฉนวนที่กำลังติดไฟอยู่ จึงรีบถอดกางเกงฉี่รดสายฉนวน เพื่อดับไฟไม่ให้ลามไปถึงระเบิด ทำให้สามารถช่วยชีวิตชาวบรัสเซลส์ไว้ได้ จากเหตุการณ์นี้จึงมีการสร้างรูปปั้นเด็กคนนี้ขึ้น โดยการสร้างครั้งแรกเป็นรูปปั้นทำจากหินเเกรนิต เเต่ถูกขโมยไป ต่อมามีการสร้างใหม่อีกหลายครั้ง ด้วยวัสดุหลายชนิด เพราะถูกขโมยอีกหลายหน จนท้ายที่สุดมาเป็นประติมากรรมทองแดงดังที่เห็น

สัญลักษณ์ ร้านวาฟเฟิลร้านนี้ คือ Manneken Pis เป็นร้านแรกที่ตั้งตรงหัวมุม ประติมากรรมเลย
สีสันวาฟเฟิล ราคา 2 Euro
เวลาได้ขนมหวาน จะยิ้มหวานมีความสุขแบบนี้แหละ

บริเวณManneken Pis มีวาฟเฟิล อร่อยมาก ฟินเว่อร์ เรียงรายขายหลายร้านตลอดถนนทั้งสาย สามารถเดินเลือกชม ซื้อหามาชิมกันได้ ผู้เขียนซื้อ 1 ชิ้นมาชิมให้รู้รสชาติก็พอแล้ว เดี๋ยวอ้วน ฮ่าาาา

Atomium

สถาปัตยกรรมล้ำยุคที่ควรจะต้องไปเยือน คือ ลูกอะตอมทั้ง 9 นี้ ตั้งอยู่ที่สวน Heysen Park ทางทิศตะวันตกของ Brussels เรานั่งรถไฟใต้ดินเพียง 15 นาที จากสถานี Central Station เปลี่ยนรถจากสายสีส้มเป็นสีน้ำเงินในราคา 2.20 ยูโร/เที่ยว/คน ด้วยตั๋ว Single Trip สามารถซื้อ ณ จุดขายตั๋ว Central Station ได้เลย ส่วนขากลับก็ซื้อจากจุดจำหน่ายตั๋วที่สถานีปลายทาง ตอนขากลับจะดีที่สุด

Atomium

Atomium สร้างขึ้นในปี 1958 เพื่อต้อนรับงาน Expo 58 ซึ่งเป็นงาน World’s Fair ที่สำคัญของโลก โดยลูกกลมๆ ทั้ง 9 นี้เป็นตัวแทนของยุคนิวเคลียร์ (Atomic Age) ผู้ออกแบบคือ Andre Waterkeyn ความสูงอยู่ที่ 102 เมตร ตระหง่านอยู่ใจกลางสวน จนกลายเป็นสถาปัตยกรรมถาวรที่ตั้งอยู่จนถึงทุกวันนี้

โบสถ์นอทเทอร์ดัมซาบอน(Notre Dame du Sablon)

หน้าโบสถ์จะมีสถานีรถแทรม
รถแทรม ที่ให้บริการ สะดวกสบาย

โบสถ์วิหารในบรัสเซลส์ ที่สำคัญมีหลายแห่ง แต่ผู้เขียนเลือกโบสถ์แห่งนี้เพราะว่า ใกล้กับโรงแรมที่พัก เดินมาสะดวก ไม่ไกลมาก

ภายในโบสถ์
ภายในตกแต่งสวยงามเป็นเอกลักษณ์
แท่นพิธีชาวโรมันคาทอลิก
ภายในโบสถ์สวยงามเป็นเอกลักษณ์

โบสถ์นอทเทอร์ดัมซาบอน (Notre Dame du Sablon) เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิคที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โกธิก ซึ่งมีความสวยงาม และมีรายละเอียดด้านการออกแบบที่แสดงถึงความร่ำรวยทางวัฒนธรรมของบรัสเซลส์ จนถูกยกให้เป็นมรดกทางศาสนาคริสต์ที่สำคัญที่สุดหลังหนึ่งของเมือง

ประตูทางเข้าโบสถ์

โบสถ์แห่งนี้ นอกจากการใช้พื้นที่เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของคริสต์ศาสนิกชนแล้ว ยังเป็นสถาปัตยกรรมทางศาสนาคริสต์ที่โดดเด่น ยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต้องมาเยือนเมื่อมาบรัสเซลส์

ย่านเมืองเก่า(Old town)

เมืองเก่า (Old town)ของบรัสเซลส์ มีขนาดกะทัดรัดมาก พนักงานโรงแรมขีดเส้นผ่านศูนย์กลางพร้อมบอกกับผู้เขียนว่า ยูว์เดินเพียง 30 นาทีก็ทั่วเมืองเก่าแล้ว ดังนั้นการเดินเท้าจึงเป็นวิธีรู้จักบรัสเซลส์ ได้อย่างแนบชิดที่ดีที่สุด รถแทรม หรือรถไฟใต้ดินแทบไม่ได้ใช้เลย ถ้าจะเดินเล่นอยู่เฉพาะเมืองเก่า ดังนั้น….เราจึงเดิน เดิน และเดิน หลังชื่นชมอิ่มเอมใจจากจัตุรัสกรองด์ ปลาซ (Grand Place) ก็พากันเดินลัดเลาะมา Manneken Pis กินวาฟเฟิล แสนอร่อย ไม่หวานมากนัก กลมกล่อมดีทีเดียว จุดหมายต่อมาคือเดินมายัง Comic Street Art หรือ Comic Book Route

Comic Street Art หรือ Comic Book Route คนเบลเยี่ยมเป็นนักวาดการ์ตูนตัวยง สร้างศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากมาย บรัสเซลส์ จึงสละพื้นที่ตามกำแพงที่ว่างเปล่าของเมืองเก่า ให้วาดภาพการ์ตูนดังในตำนานตั้งแต่ปี 1991

หลังจากเดินดู Comic Street Art กันจนพอใจ เราเดินย้อนไปอีกฝั่งของเมืองเก่า ตามซอยเล็กน้อย ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายว่าจะไปไหนต่อ เจอตึกเก่า สวยงาม ดูเป็นระเบียบแม้จะถูกทิ้งร้างๆ

นักเรียนบรัสเซลส์ ออกมาเรียนนอกสถานที่ น่ารักดี

เดินลัดเลาะ ไปตามเมือง เจอสวนสาธารณะเขียวอดไม่ไหวที่จะเข้าไปเยี่ยมชม ทราบต่อมาว่ามันคือ Square of Petit Sablon บริเวณนี้ประกอบไปด้วยโบสถ์ และตึกสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสำคัญของบรัสเซลส์อีกแห่งหนึ่งด้วย

สวนสไตล์นีโอเรเนซองส์แห่งนี้จัดทำโดยกลุ่มศิลปินชาวเบลเยียม หลังรูปปั้นของเคานต์ออฟเอ็มมอนต์และฮอร์น จะมีบันไดโค้งสองขั้นที่นำไปสู่พระราชวัง Egmont

Counts of Egmont and Hoorn
ประตูทางเข้าที่เป็นลวดลายเหล็ดดัดออกแบบเฉพาะ
เสารั้วที่เป็นเอกลักษณ์
สวนหน้าประติมากรรมท่านเคาน์

จากSquare of Petit Sablon เรากำลังเดินหาทางกลับ โรงแรมที่พักกัน เดินมาตามถนน ผ่านสถานีรถแทรม ศูนย์การค้า เอ ท่าจะหลงทางแน่นอน เพราะไม่ไกลจากจุดที่ยืน มองเห็น คล้ายอนุสวารีย์ที่ไม่คุ้นตากลางถนน และเมื่อยืนจากอนุสาวรีย์นี้ จะมองเห็นเป็น เมืองเก่า ที่เราเพิ่งเดินจากมา ……

มองด้านซ้ายจากอนุสาวรีย์ที่เจอ เจอสถาปัตกรรมใหม่ที่ไม่คุ้นตา แหงนมองฟ้า มองเห็นบนตึกที่คล้ายจะถูกทิ้งร้างมีประติมากรรมลักษณะต่างๆ ที่งดงามจริงๆๆ เสียทีที่ฟ้าวันนั้นไม่สวยใส เพราะฝนกำลังจะมา เลยไม่ได้ถ่ายภาพมาอวด

ประตูบานใหญ่ของตึกแห่งหนึ่ง สวยเป็นเอกลักษณ์ดีจัง

เหตุเพราะเดินหลงทางมาไกลมาก แต่ก็ขอบคุณการหลงทาง ทำให้มีโอกาสได้สำรวจเมือง ได้เดินในมุมที่คนอื่นอาจจะไม่เห็น เจอร้านอาหารใหม่ๆๆ ที่ไม่คุ้นตา เจอบ้านเรือนตึกอาคารทรงทันสมัยแต่มีกลิ่นอายของอารยะธรรมเก่าแก่ บรัสเซลส์พยายามอนุรักษ์ทุกอย่างให้กลมกลืน ไม่ได้แบ่งเก่าใหม่อย่างชัดเจน จนลืมรากเหง้าของตนเอง หันมองหน้าMadamJulie เริ่มออกอาการ ไม่สบอารมณ์ น่าจะไม่สามารถเดินต่อได้ เลยพากระโดดขึ้นรถแทรม เพื่อกลับโรงแรม กัน

Leave a Reply