ทริปนี้ผู้เขียนพาบินลัดฟ้า ด้วยเครื่องบินแบบใบพัดของสายการบินบางกอก แอร์เวย์ บินตรงสู่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม และมีความสำคัญด้านเศรษฐกิจอีกด้วย หากท่านผู้อ่านสนใจเดินทาง ลองเช็คตารางบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ได้เลยจ้า

เครื่องบินแบบใบพัดเจ้าตลาด บางกอกแอร์เวย์ ผู้เขียน นั่งทีไร เวียนหัวทุกที

กัมพูชาเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่องปราสาทหินเก่าแก่ มีปราสาทหินหลายแห่ง หากถ้าต้องการมาเที่ยวกัมพูชาเพื่อชมปราสาทหินให้ครบอาจต้องใช้เวลาพอสมควร สาเหตุเป็นเพราะในอดีตอาณาจักรแห่งนี้ถูกรุกรานจากอาณาจักรรอบด้าน ทำให้ต้องย้ายเมืองหลวงครั้งแล้วครั้งเล่า บางทียังสร้างไม่ทันเสร็จก็ต้องย้ายก็มี ย้ายไปย้ายมาจนกลายมาเป็นเมืองพนมเปญในปัจจุบัน

สถานที่บริเวณโรงแรม Sofitel Ankor

ในอดีตอาณาจักรขอมนั้นล่มสลายมาจนถึงในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ใน พ.ศ.1345 ได้รวบรวมอาณาจักรขอมให้เป็นปึกแผ่นกลายเป็นอาณาจักรกัมพูชาขึ้นครั้งแรก และกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง รวมถึงมีการตั้งตนเป็นเทพตามลัทธิเทวราชา เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวกัมพูชา อีกทั้งเกิดการสร้างเมืองหลวงและปราสาทหินขึ้นอีกหลายแห่ง ส่วนใหญ่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพตามศาสนาต่างๆ ตามที่กษัตริย์ที่ครองราชในช่วงนั้นๆ นับถือ เมืองหลวงเก่า และปราสาทหินที่กัมพูชา มีอยู่หลายแห่งดังที่กล่าวข้างต้น แต่ที่ผู้อ่านต้องมาเยือนสักครั้งในชีวิต นั่นก็คือ นครวัด หรือ Ankor Wat นั่นเอง

นครวัด หรือ Ankor Wat

Ankor Wat sunset Cr.Picture : Kenji Uetsuki

นครวัด ถือว่าเป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่และมั่นคงที่สุดของกัมพูชา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง มีปราสาทที่สูงที่สุดในกัมพูชา ถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เมื่อ พ.ศ.1603-1693 เมื่อพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ขึ้นครองราชย์ ทำให้อาณาจักรกัมพูชาเป็นปึกแผ่น ซึ่งพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 นั้นทรงศรัทธาในพระวิษณุ เลยสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ขึ้นบนพื้นที่ 820,000 ตารางเมตร และมีปราสาทสูง 60 เมตรตั้งอยู่ตรงกลางอาณาเขต มีคูน้ำล้อมรอบพื้นที่ และมีการแกะสลักที่สวยงาม ด้วยความงดงาม ยิ่งใหญ่ อลังการ อย่างน่าอัศจรรย์ในความสามารถของมนุษย์ที่สร้างนครวัดขึ้นมา ยูเนสโก ได้ประกาศรับรองให้เป็นมรดกโลก ที่สำคัญทางวัฒนธรรม ยิ่งใหญ่ขนาดที่มีคำพูดของนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่งพูดไว้ว่า “See Angkor Wat And Die” แปลประมาณว่า“ถ้ายังไม่เห็นนครวัดชาตินี้ ก็ยังตายไม่ได้” แถมดันกลายเป็นประโยคคลาสสิคที่คนรู้จักกันทั่วโลก

Cr.Picture : Kenji Uetsuki
Cr.Picture : Kenji Uetsuki
Cr.Picture : Kenji Uetsuki

นักเดินทางส่วนใหญ่มานครวัดเพื่อชมความยิ่งใหญ่อลังการ ว่ากันว่าของจริงสวยงาม และอลังการกว่าในภาพหลายเท่านัก คนที่ได้มาเยือนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า วิวพระอาทิตย์ตกดินลับฟ้าไปด้านหลังตัวปราสาทนครวัดนั้นสวยงามจับใจทีเดียว

นครธม หรือ Angkor Thom

ปราสาทบายน หนึ่งในโบราณสถานที่มีชื่อเสียงที่สุดในนครธม

นครธม เมืองหลวงเก่าของกัมพูชาสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้นับถือเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนานิกายมหายานอย่างแท้จริง พระองค์ทรงรับรู้ถึงความเดือดร้อน ยากลำบากของประชาชน จึงมีการสร้างถนน วัดวาอาราม สระน้ำ รวมถึงสร้างนครธม และปราสาทบายนขึ้นมาใจกลางนคร ในยุคที่นครธมเป็นเมืองหลวงคือยุคที่อาณาจักรกัมพูชารุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่ง ภายหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สิ้นพระชนม์ ก็มีกษัตริย์หลายพระองค์ขึ้นครองราชย์สืบต่อกันมา หลายช่วงเวลาผ่านไปแบบไม่มีการย้ายเมืองหลวงแต่อย่างใด

ประตูทางเข้านครธมด้านใต้ ซึ่งเป็นประตูหลักที่เข้าสู่ปราสาทต่าง ๆ ภายในนครธม
 นางอัปสรานครธม
รูปหน้าของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
ยิ้มได้ สวยตามแบบฉบับมาดามจูลี่ อิอิ
เหม่อ เพ้อพะวงหลงทาง ฮ่าๆๆ
ลูกคนงานก่อสร้างที่มาซ่อมแซมนครธม วิถีชีวิตแรงงานกัมพูชา มีให้เห็นทุกสถานที่ แม้แต่ในประเทศไทยเรา

นครธมเป็นเมืองหลวงเก่าแห่งสุดท้ายก่อนย้ายไปที่กรุงพนมเปญ นักเดินทางที่มาเยือนนครธม จุดมหาชนจึงมักจะแวะมาชมปราสาทบายน ปรางค์ปราสาทถูกแกะสลักเป็นรูปหน้าของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งแต่ละหน้าเมื่อได้มองจะให้ความรู้สึกแตกต่างกัน อยากรู้ต้องลองไปยืนจ้องหน้าด้วยตัวเอง ผู้เขียนขนลุกและเกิดความรู้สึกกลัวทุกครั้งที่ไปเยือน เพราะรูปปั้นแกะสลักเหล่านั้น ประหนึ่งมีชีวิตที่กำลังจ้องมองเราอยู่

ปราสาทตาพรหม

นครวัด นครธม
รากต้นสะปงยักษ์ ปกคลุมบนตัวปราสาท

ปราสาทตาพรหมจัดว่าเป็นวัดในพุทธศาสนา และเป็นวิหารหลวงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทแห่งนี้ถูกปล่อยให้อยู่กับธรรมชาติทิ้งร้างไว้นานกว่า 500 ปี แต่หลังจากการค้นพบปราสาทต่างๆ โดยชาวฝรั่งเศส และค้นพบต่อเนื่องจึงพบปราสาทตาพรหมแห่งนี้ ทำให้มีความพยายามที่จะบูรณะขึ้นมาใหม่

แต่จากความพยายามที่จะตัดต้นไม้ ถากถางให้โล่งเตียน บูรณะตัวปราสาทให้สวยงาม ก็ไม่สามารถจะเอาชนะธรรมชาติที่ปกคลุมถาวรวัตถุที่สร้างจากฝีมือมนุษย์ไปได้ จึงต้องปล่อยให้ต้นไม้เกาะกุม ชอนไชไปยังทุกส่วนของตัวปราสาท

ตะไคร้น้ำเกาะตามผนังปราสาท เพราะความชื้นของธรรมชาติ

ทำให้บรรยากาศปราสาทตาพรหมดูลึกลับ สวยไม่เหมือนกับปราสาทใดๆ ที่ปราสาทตาพรหมมีต้นไม้อยู่ 2 พันธุ์ ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่าต้นสะปงหรือภาษาไทยเรียกว่าต้นสำโรง เป็นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อน รากของมันจะดูดน้ำจากใต้ดินเข้าลำต้นทำให้รากดูป่องพอง ส่วนพันธุ์ไม้อีกชนิดเป็นไม้เลื้อยขึ้นอยู่ตามหน้าบัน ทับหลังหรือตามตัวปราสาทและหลังคาลักษณะเป็นไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก บริเวณตัวปราสาทก็จะมีตะไคร่น้ำชุ่มชื้น

สวยงามแปลกตา ลึกลับน่าค้นหา (ตัวปราสาทนะเออ ฮ่าๆๆ)
ไม่อินเลิฟ ก็ อกหัก แน่ๆๆ ฮ่าๆๆ
ปราสาทตาพรหม

ทั้งต้นไม้เล็กและต้นไม้ใหญ่ต่างเติบโต รากของไม้ใหญ่ที่ชอนไชไปบนแผ่นศิลาเพื่อจะหาที่ลงดินเกิดเป็นรูปทรงคล้ายหนวดปลาหมึกเกาะกุมตัวปราสาททำให้ช่วยประคองยืดตัวปราสาทไม่ให้หักพังลงมาได้ หากมาเยือน นครวัด นครธม ปราสาทแห่งนี้ก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน

โตนเลสาบ ทะเลสาบโตนเล

ชุมชนแพในโตนเลสาบ

เมื่อมาเยือน นครวัด นครธม แล้ว สิ่งหนึ่งที่ห้ามพลาด เพราะเมืองเสียมเรียบนอกจากจะมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ มรดกโลกชื่อดังอย่างเช่น นครวัดและนครธมแล้ว เมืองเสียมเรียบก็ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวนั่นคือการล่องเรือชมวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่บริเวณทะเลสาบเขมร นั่นคือ โตนเลสาป หรือ ทะเลสาปโตนเล นั่นเอง

เด็กนั่งหัวเรือล่องชมโตนเลสาบ
ชุมชนบนแพในโตนเลสาบ

โตนเลสาบ ตั้งอยู่ห่างออกไปทางตอนใต้ของเมืองเสียมเรียบประมาณ15 กม. อยู่บริเวณตรงกลางของประเทศกัมพูชา มีพื้นที่ประมาน 7,500 ตารางกิโลเมตร มีความลึกโดยประมาน 10 เมตร จัดว่าเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทีเดียว

วิถีชีวิตคนบนแพ ในโตนเลยสาบ

จุดเด่นของโตนเลสาบแห่งนี้คือ เป็นเสมือนแก้มลิงธรรมชาติที่คอยรับน้ำจากแม่น้ำโขง ซึ่งแม่น้ำโขงจะไหลผ่าน มีความยาวถึง 500 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดของกัมพูชา ได้แก่ กำปงธม กำปงชนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และเสียมเรียบ 

แพในโตนเลสาบ

โตนเลสาบยังเปรียบเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของชาวกัมพูชา มีปลาน้ำจืดชุกชุมมากถึง 300  ชนิด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวกัมพูชาที่มีเชื้อสายเวียดนาม และประกอบอาชีพชาวประมงเป็นหลัก

เมื่อถึงฤดูแล้งน้ำจากโตนเลสาบจะไหลกลับไปยังแม่น้ำโขงที่บริเวณจุดจัตุรมุขกลางกรุงพนมเปญ ก่อนจะไหลลงทะเลที่ประเทศเวียดนาม ทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบแห่งนี้ฮวบลงจะเกิดเป็นพื้นที่ดินเลน จนสามารถปลูกข้าวได้

ระหว่างทางนั่งเรือล่องโตนเลสาปจะเห็นความเป็นอยู่ของชาวบ้านละแวกนี้ที่อาศัยอยู่บนเรือ หรือบนแพ มีชุมชนลอยน้ำขนาดใหญ่นับร้อยครัวเรือน ไม่ต่างจากชุมชนที่อาศัยอยู่บนบกมากนัก

ปั่นจักรยานชมเมือง
ร้านค้าstreet food ที่พบเจอทั่วเมือง คล้ายบ้านเรานะแหละ

บทส่งท้าย การได้เห็นวิถีชีวิต สัมผัสคนท้องถิ่นในแบบใกล้ชิด พร้อมทั้งเปิดความรู้สู่ดินแดนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ย้อนรอยอดีต กับความยิ่งใหญ่สิ่งก่อสร้างจากความศรัทธาของมนุษย์ ทำให้รับรู้ว่ามนุษย์เราเก่งที่สุด ที่สามารถเนรมิตสิ่งก่อสร้างที่น่าอัศจรรย์บนโลกนี้ได้ อเมซิ่งจริงๆๆ

Leave a Reply