ในภาวะที่โควิด 19 กำลังระบาดไปทั่วทุกมุมทั่วโลก การปรับตัวของคนในทุกประเทศ ทั้งพฤติกรรมการกินอยู่ การใช้ชีวิต รวมถึงวัฒนธรรมการทำงานของแต่ละแห่งแต่ละองค์กรทั่วโลก ต่างล้วนปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ตัวผู้เขียนนั้น ทำงานในสถานศึกษาญี่ปุ่น ก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง และเปิดใจพร้อมรับการเรียนรู้การทำงานใหม่ๆ ให้ได้เช่นเดียวกัน

Cr>picture : Kenji Uetsuki
Cr>picture : Kenji Uetsuki

ภาพการทำงานหนักและจริงจังถือเป็นภาพจำของคนต่างชาติเมื่อมองเรื่องวัฒนธรรมการทำงานแบบคนญี่ปุ่น เราเองมีประสบการณ์ทำงานในองค์กรญี่ปุ่นเข้าปีที่ 2 แล้ว ก่อนนั้นอยู่กับรัฐบาลจีนก็ทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นมามากกว่า 4 ปี ทุกครั้งที่เพื่อน ๆ เจอกันจะถามเราทุกครั้งว่า “คนญี่ปุ่นทำงานหนักจริงหรือไม่” ส่วนตัวเราไม่เคยประสบปัญหานี้กับตัวเอง แต่จากที่ได้ตามข่าวเป็นจำนวนมากในประเทศญี่ปุ่น เห็นว่าญี่ปุ่นมีปัญหานี้จริง ๆ และทางการก็พยายามแก้ไขอยู่ตลอดเลยหละ

และมีคำกล่าวที่เป็นคำศัพท์ญี่ปุ่นที่มีความหมายทั้งในเชิงบวก และเชิงลบเกี่ยวกับการทำงาน มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรมการทำงานแบบคนญี่ปุ่นมากขึ้น

終身雇用 การจ้างงานตลอดชีวิต (Lifetime Employment)

ตึกออฟฟิศในใจกลางกรุงโตเกียว Cr>picture : Kenji Uetsuki

เป็นคำที่มีความหมายในเชิงบวก หมายถึง ระบบการทำงานที่ฝังรากลึกอยู่ในองค์กรญี่ปุ่นจำนวนมาก พนักงานจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ได้รับค่าตอบแทนทั้งเงินเดือน โบนัส และสวัสดิการที่เหมาะสม แลกกับการมอบเวลาทั้งชีวิตให้กับบริษัทเช่นกัน

過労死 การตายจากการทำงานหนัก (Karoshi)

Cr>picture : Kenji Uetsuki

ส่วนคำนี้มีความหมายในเชิงลบ และก็มีอยู่จริงๆ ในสังคมและวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่น การตายชนิดนี้ถือเป็นประเด็นปัญหาทางสังคมในญี่ปุ่น มีการฟ้องร้องบริษัทเป็นข่าวใหญ่โตอยู่หลายกรณีเลยแหละ สาเหตุหลักก็มาจากการทำงานหนักอย่างต่อเนื่องโดยที่ร่างกายไม่ได้หยุดพักผ่อน ทำให้ภาวะต่าง ๆ ทางร่างกายแปรปรวน ก่อให้เกิดโรคหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองตีบตันจนถึงแก่ความตาย หรือบางคนมีความเครียด เจอสภาพความกดดันอย่างหนัก รู้สึกไร้ค่า จนจบปัญหาด้วยการฆ่าตัวตายก็มี ดังนั้น พอโควิด19 มาเพิ่มความกดดันให้สังคมญี่ปุ่น ก็ยิ่งเพิ่มความเครียดเข้าไปกันอีก ทางออกของปัญหา ที่ยากจะแก้ไข จริงๆ

Cr>picture : Kenji Uetsuki

แม้ว่าจะมีคำศัพท์เกี่ยวกับการทำงานของญี่ปุ่นออกมามากมายเท่าไหร่ คนส่วนใหญ่ก็ยังให้น้ำหนักไปว่า “คนญี่ปุ่นทำงานหนัก” อยู่ดี และถ้าถามถึงเรื่อง Work Life Balance (สมดุลชีวิตและการทำงาน) เรารู้สึกว่าชาวญี่ปุ่นมักจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มคนที่ยังห่างไกลจากคำ ๆ นี้นะ แต่เมื่อเกิดวิกฤติโควิด19 ในครั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศกลุ่มแรก ๆ ที่รับรู้ว่า ประเทศของตนเกิดภาวะการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด19 แม้เวลาผ่านไปภาวะการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด19 จะน้อยลงไปบ้าง

Cr>picture : Kenji Uetsuki

แต่ก็ทำให้ภาคธุรกิจ เจ้าของกิจการ พนักงานต้องครุ่นคิดและปรับวิธีการทำงานเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์อันไม่ปกตินี้ เรามีตัวอย่าง NEW NORMAL ของวงการการทำงานในญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นหลังวิกฤติโควิด19 ดังต่อไปนี้

  • รูปแบบการทำงาน Remote Working หรือการทำงานระยะไกล

การทำงานแบบ Remote Working มีข้อโดดเด่นคือ ไม่ต้องเจอหน้ากัน ไม่ต้องเข้า Office ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรับส่งงาน ติดต่อสื่อสารกัน จากการสำรวจของบริษัท PERSOL Research and Consulting เกี่ยวกับการทำงานแบบ Remote Working ของบริษัทต่าง ๆ ในช่วงโควิด19 พบว่า บริษัทที่ใช้ระบบ Remote Working จำนวนมากพอใจกับวิธีการทำงานแบบนี้ และยังคงอยากใช้ระบบนี้ต่อไป เพราะการทำงานแบบ Remote Working ช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางไปทำงาน ลดความเครียดของการโดยสารรถไฟที่มีความแออัด การประชุมก็กระชับ ทำให้ภาพรวมการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเหมือนแต่ก่อน สุดท้ายพนักงานก็จะมีเวลาส่วนตัว และเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น

  • ระบบการประเมินพนักงานของบริษัทเปลี่ยนแปลงไป
Cr>picture : Kenji Uetsuki

เดิมทีเมื่อคนญี่ปุ่นหรือต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นได้รับเลือกเข้าไปเป็นพนักงานบริษัทใดบริษัทหนึ่งแล้ว จะมีความรู้สึกว่า ได้เข้าไปอยู่ในระบบ “การจ้างงานตลอดชีพ” ทำให้รู้สึกปลอดภัย บริษัทจะกำหนดรูปแบบการทำงานและเป้าหมายการทำงานให้กับพนักงาน ทำให้การประเมินพนักงานส่วนใหญ่จะเป็นแบบระบบอาวุโส (年功序列 : the Seniority System) ยิ่งอายุการทำงานมากยิ่งได้รับผลตอบแทนสูงแต่พอเกิดการทำงานแบบ Remote Working มากขึ้น บริษัทจะเห็นฝีมือของพนักงานก็ต่อเมื่อพนักงานสร้างผลลัพธ์การทำงานให้เห็นเป็นรูปธรรม ดังนั้น ระบบการประเมินพนักงานอาจจะเปลี่ยนไปตามผลลัพธ์ของการทำงาน (Performance base system) อย่างที่นิยมกันในอเมริกา หรือในโซนยุโรป โดยคนที่มีตำแหน่ง หน้าที่รับผิดชอบ และผลงานในบริษัทมากกว่า อาจจะได้รายได้และผลตอบแทนมากกว่านั่นเอง

  • บริบทของคนทำงานเก่งเปลี่ยนแปลงไปตามวิธีการทำงานที่เปลี่ยน

หากเมื่อเราต้องเข้าบริษัท และต้องเข้าประชุม การที่เราไม่ได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมนั้นถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในทางกลับกัน ระหว่างที่มีการแพร่ระบาดของโควิด19 ทำให้บริษัทจำเป็นต้องใช้การประชุมแบบ Remote Working ผ่านโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ถ้าเราไม่เอ่ยปากพูดหรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ หน้าจอเราอาจไม่ได้รับการแสดงผล (Display) และจะทำให้เรากลายเป็นคนไร้ตัวตนในการประชุมนั้น ๆ ก็ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้นาน ๆ เข้า ภาพจำของเราก็อาจจะหายไปจากเพื่อนร่วมงาน และอาจถูกมองว่าเราไม่ตั้งใจทำงานก็ได้

  • การวางตัวในการทำงานเปลี่ยนไป

ก่อนเกิดวิกฤติโควิด19

  • ผู้บริหารญี่ปุ่นมักจะใช้วิธีสอนลูกน้องด้วยการทำเป็นตัวอย่างให้ดู แล้วให้ลูกน้องทำตาม
  • พนักงานญี่ปุ่นจะโชว์สปิริตว่ามอบกายมอบใจให้กับบริษัทด้วยการใช้เวลาอยู่ที่บริษัทให้นานที่สุด ฉันทำงานจริงนะ
  • พนักงานญี่ปุ่นจะปฏิบัติตามคำสั่งที่เจ้านายสั่งอย่างเคร่งครัด

หลังเกิดวิกฤติโควิด19

  • ผู้บริหารญี่ปุ่นจะต้องสั่งงานให้ชัดเจน
  • พนักงานญี่ปุ่นจะโชว์สปิริตแบบเดิมไม่ได้แล้ว ทำอะไรไปบ้าง ต้องรีบรายงานเจ้านายทันที
  • พนักงานญี่ปุ่นจะมัวแต่รอคำสั่งเจ้านายไม่ได้ แต่ต้องหัดคิดเองให้ได้ว่า ต้องทำงานอย่างไรถึงจะเกิดความก้าวหน้าในการทำงาน และได้รับความเชื่อใจจากเจ้านาย
Cr>picture : Kenji Uetsuki

วิกฤติโควิด 19 ครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานบางอย่างของคนญี่ปุ่นไปมากทีเดียว ที่เห็นชัดคือ ปกติคนญี่ปุ่นจะใช้ตราประทับแทนการเซ็นชื่อ (คนญี่ปุ่นเรียกตราประทับว่า ฮังโกะ หรืออินคัง) เพื่อรับรองเอกสารต่าง ๆ แต่ในภาวะที่ไม่ปกตินี้การที่จะต้องแต่งตัวออกจากบ้านเพื่อไปประทับตราที่บริษัทอาจจะเป็นเรื่องลำบากเกินไป ฉะนั้น บริษัทหลายแห่งได้มีการปรับเปลี่ยนไปใช้ตราประทับแบบดิจิทัลกันมากขึ้น ทำงานอยู่ที่บ้านก็เซ็นชื่อได้ด้วยตราประทับแบบดิจิทัล นอกจากนี้วัฒนธรรมอื่น ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วย เช่น การออกกำลังกายยามเช้า การประชุมตอนเช้าเพื่อแจ้งข่าวสาร การเดินทางไปประชุมที่ต่างจังหวัด การกินเลี้ยงกับลูกค้า หลายแห่งกำลังพิจารณางดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อลดการแพร่ระบาด แถมยังลดค่าใช้จ่ายให้บริษัทและองค์กรอีกด้วย

Cr>picture : Kenji Uetsuki

นี่แค่ส่วนหนึ่งของตัวอย่างในวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่นที่อาจเปลี่ยนแปลงไป ญี่ปุ่นขึ้นชื่อในเรื่องวัฒนธรรมการทำงานที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนชาติอื่น แต่มรสุมครั้งนี้ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ อย่างพายุ แผ่นดินไหว หรือสึนามิ ที่คนญี่ปุ่นคุ้นชินและเตรียมความพร้อมรับมือเอาไว้แล้ว แต่โควิด19 เป็นมรสุมลูกใหม่ ที่คนญี่ปุ่นไม่เคยเผชิญมาก่อน ก็ต้องคอยลุ้นเอาว่า คนญี่ปุ่นจะรับมือกันอย่างไร และจะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานที่สะสมกันมาเป็นระยะเวลานานได้หรือไม่ คอยติดตามกันต่อไป

Cr>picture : Kenji Uetsuki
Cr>picture : Kenji Uetsuki
Cr>picture : Kenji Uetsuki

ผู้เขียนในฐานะที่ทำงานร่วมกับองค์กรญี่ปุ่น แม้จะมีลักษณะวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่น แต่ก็มีความเป็นนานาชาติ มีทั้งอิสระในการทำงานและความคิด ส่วนการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆๆ เราเริ่มทำมาตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด 19 อยู่แล้ว เนื่องเพราะต้องเดินทางไปทั่วโลกทั้งบรรยายและ งานวิจัยร่วมอื่นๆ ทำให้การปรับตัวไม่ลำบากเท่าใด แต่หงุดหงิดทุกครั้งที่ต้องไปอนุมัติงานโดยการต้องยืนยันตัวตนที่สถานทูต แม้จะมีตราประทับแบบดิจิตอลแล้วก็ตาม ฮ่าๆๆๆ

ร้านกาแฟในสวนใจกลางกรุงเทพฯ ย่านดังทำเลดี ถิ่นเศรษฐีเมืองกรุงจ้า

ไม่ว่าเราจะอยู่ส่วนไหนของโลกใบนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัย เราสามารถทำงานเชื่อมต่อสื่อสารกันได้สะดวกสบาย เหมือนที่ผู้เขียน นั่งทำงานใต้ร่มไม้ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ส่งต้นฉบับไปลงในบทความของมหาวิทยาลัยต้นสังกัด มีเวลาได้อยู่กับครอบครัวและมีความสุขในบ้านเกิด…แต่ก็อดคิดถึงบ้านที่เกียวโต ถิ่นพำนักไม่ได้หนา ฮ่าๆๆๆ

Cr> แปลจากบทความ ของ อาจุ๋มซัง ใน Kyoto Review ภาคภาษาจีน

Cr> การสำรวจของบริษัท PERSOL Research and Consulting เกี่ยวกับการทำงานแบบ Remote working ของบริษัทต่าง ๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น

Leave a Reply