“ชาวนา” ผู้เป็นเหมือนกระดูกสันหลังของชาติ เป็นกลุ่มอาชีพที่เรียกว่ายากจนที่สุด แต่เมื่อมาเทียบกับชาวนาในประเทศญี่ปุ่นแล้ว เรียกว่าดัชนีความสุขมากกว่าชาวนาไทยหลายเท่านัก นั่นเพราะเหตุอะไร?

นาข้าวสีทองของชาวนาญี่ปุ่น
นาข้าวแบบหว่านของชาวนาไทย

ผู้เขียนอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น เห็นความสุข และชีวิตที่เรียบง่ายของชาวนาญี่ปุ่น จึงเกิดความสงสัย สอบถาม ค้นคว้ามาเผยแพร่ให้ผู้อ่านได้รับทราบไปพร้อมกัน

แนวคิดและวิธีปฏิบัติชาวนาญี่ปุ่น

ตัวเลขชาวนาที่ประเทศญี่ปุ่นที่มีราว 23 ล้านคน คิดเป็น 22 % ของจำนวนประชากรญี่ปุ่นทั้งหมด เทียบได้กับมนุษย์เงินเดือนระดับกลางที่ทำงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ มีการทำนาปีละครั้ง แต่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวมากถึงปีละ 8 ล้านเยน หรือคิดเป็นเงินไทยเกือบ 3 ล้านบาทเลยทีเดียว

บ้านชาวนาญี่ปุ่น มีความเป็นอยู่ดีมีสุข

สาเหตุที่ทำให้ชาวนาญี่ปุ่นมีรายได้มากมายขนาดนี้ ก็เพราะพวกเขามองการทำนาเป็นการทำธุรกิจ มีความเป็นเจ้าของธุรกิจ พวกเขาเหล่านี้จึงมีการคิดพัฒนาบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุน รวมถึงการพัฒนาผลผลิตไปสู่การต่อยอด การลดต้นทุนถือเป็นการเพิ่มรายได้อีกทาง

ความพิถีพิถันตากข้าว เก็บตอฟางรอไถกลบรักษาดินเพิ่มผลผลิต
นาข้าวกับบ้านเรือนอยู่ในชุมชนเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการทำนาและดูแลเอาใจใส่ต่อผลิตผล

ชาวนาญี่ปุ่นจะมองถึงต้นทุนและการเพิ่มผลผลิตเป็นหลัก เช่น การเก็บรักษาฟางข้าวเพื่อสร้างไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุอาหารสำคัญให้กับดิน จะเห็นว่าชาวนาญี่ปุ่นนิยมฝังกลบฟางข้าว ช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนในดินคิดเป็นอย่างน้อยราว 20 % ซึ่งวิธีนี้ยังสามารถช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้อีกทางด้วย

ชาวญี่ปุ่นช่วยกันเก็บขยะวันอาทิตย์
ช่วยกันจัดการมลพิษทางน้ำให้สะอาด แบบที่คนญี่ปุ่นทำ ก็สามารถนำน้ำไปใช้ในการเกษตรได้ตลอด

ชาวนาญี่ปุ่นเน้นการให้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน จะมีเติมปุ๋ยวิทยาศาสตร์บ้างในช่วงที่มีความจำเป็นจริงๆ ที่สำคัญชาวนาญี่ปุ่นมีกระบวนการบริหารจัดการน้ำได้ดีมาก มีการระบายน้ำเข้าออกในช่วงเวลาที่เหมาะ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับชาวนาไทยแล้วยังมีความเชื่อว่าต้นข้าวต้องการน้ำในปริมาณมาก

ชาวญี่ปุ่นมีอาชีพเพาะกล้าข้าว ขาย ดูแลให้ต้นกล้าแข็งแรงด้วย และ ให้ชาวนาอีกคนมาซื้อก็ยกถาดไป ดำนาต่อ มีระบบ ระเบียบ แบ่งปันกันทำมาหากินเอื้อเฟื้อกันในชุมชน ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า ที่ชาวนาไทยทำ คือ ใช้วิธีหว่านไปเลย แน่นไป เม็ดข้าวผลผลิตก็ไม่สมบูรณเพราะขาดสารอาหาร แถมมีวัชพืชเต็มท้องนา
หุ่นไล่กา ชาวนาญี่ปุ่น

หัวใจสำคัญของการทำนาของชาวนาญี่ปุ่น คือ การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรียกว่าแทบจะทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต แถมใส่ใจคุณภาพสินค้า(ข้าว) และยังมีหน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญและส่งเสริมการทำนา ไม่ว่าจะเป็น มีการวิจัยเมล็ดพันธุ์ข้าวในระดับดีเอ็นเอ และภาครัฐยังสนับสนุนให้เกิดรวมกลุ่มสหกรณ์ที่เข้มแข็ง

ข้าวญี่ปุ่นถือว่าราคาแพงเหมือนกัน

“การทำนาที่ญี่ปุ่นถือว่าเข้มงวดที่สุดในโลก มีการควบคุมด้วยระบบบาร์โค้ด ถูกตรวจสอบ และการทำงานแต่ละช่วงถูกบันทึกข้อมูลทุกกระบวนการของการผลิต สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้” เครดิตข้อมูล: นายซึโตมุ มิยาโกชิ ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญพิเศษ (ข้าว)  อดีตที่ปรึกษาด้านเทคนิคการปลูกประจำบริษัท คูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น)

แนวคิดและวิธีปฏิบัติชาวนาไทย

ผู้เขียนเป็นลูกชาวนา ชาวสวน ที่จังหวัดหนึ่งในภาคอิสาน เติบโตมากับการทำนาแบบดั้งเดิม ทุกๆปี พ่อแม่พาทำนา เสร็จนา ปลูกยาสูบ เห็นการทำนาตามความเชื่อแบบที่ทำกันมาตลอดปู่ย่าตายาย แล้วตอนนี้ ผู้เขียนทราบมาว่า ชาวนาไทยทำนาที่ไถกลบดิน เติมน้ำในนาแล้วหว่านข้าว ซึ่งเป็นการทำนาที่ขี้เกียจ มักง่ายมาก พอหญ้า วัชพืชเกิดในแปลงนา ก็พากันซื้อปุ๋ยใส่หญ้า ฆ่าแมลง ได้รับฟังข้อมูล แล้ว เข้าใจทันที ทำไมผลิตถึงตกต่ำ ราคาก็ถูกน่าใจหาย

ชาวนาไทยยังใช้การเพาะต้นกล้าข้าวแบบเดิม

ชาวนาไทย ทำนาแบบไม่มีการวางแผน เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีไปกว่าการทำนา รูปแบบการผลิตก็ยังอาศัยฤดูกาล และยังใช้วิธีการปลูกข้าวในรูปแบบเดิม ภาครัฐควรส่งเสริมการให้ความรู้แก่ชาวนาไทยนับเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะการขาดการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดชาวนาไทยจึงยากจน และมีหนี้สินล้นพ้นตัวขนาดนี้

ชาวนาไทยยังทำนาตามความเชื่อเดิมๆตามแบบบรรพบุรุษ

ชาวนาไทยที่นิยมเผาฟางข้าวมากกว่าไถกลบ เพราะมีความเชื่อที่ว่าความร้อนจะสามารถฆ่าวัชพืชหรือศตรูพืชโดยตรงได้ หรือมีความเชื่อว่าเผาฟางแล้วข้าวจะงามดี ซึ่งวิธีการเผาฟางข้าวนี้แน่นอนว่าในช่วงแรกผลผลิตข้าวจะงดงามดี แต่ก็เป็นแค่ในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

การจัดการน้ำเข้าออก ในนาข้าวก็มีส่วนสำคัญมาก ช่วงที่ต้นข้าวต้องการน้ำมาก ก็ปล่อยน้ำเข้าในนา ช่วงต้นข้าวกำลังโตและต้องการน้ำน้อย ก็ปล่อยน้ำออก ให้เหมาะสมกับช่วงการเพาะปลูก แต่ชาวนาไทยส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า ต้องมีน้ำในนาข้าวมากเท่านั้นจึงจะดี

ชาวนาไทยรุ่นใหม่ ปรับตัวและเพิ่มมูลค่าด้วยการทำร้านบะหมี่ในนาข้าว ซึ่งคือนิมิตใหม่ที่ดีในการเปลี่ยนแปลง

ภาครัฐควรให้ความสำคัญและตระหนักอย่างมากก็คือ เรื่องของความรู้ความเข้าใจ การให้ความสำคัญของการศึกษา และการให้เทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์มาประยุกต์ใช้กับกลุ่มเกษตรกรไทย การเรียนรู้แนวทางของประเทศอื่นสามารถนำมาใช้ในบ้านเราได้ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่หากมีการให้ความรู้และให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ไทยจะสามารถสร้าง Smart Farmer และดึงคนรุ่นใหม่มาช่วยพัฒนาระบบเศรษฐกิจไทยให้เฟื่องฟูได้ในอนาคตหรืออย่างน้อยที่สุด การจัดการด้านอาหารที่เราสามารถผลิตเองด้วยคุณภาพ มีการตรวจสอบ ก็จะเป็นการสร้างสุขภาพที่ดีด้านพื้นฐานของประชากร

: เครดิตข้อมูลดีๆๆ ขอบคุณ www.tam-nam.com

ผู้เขียนตั้งใจแน่วแน่ ว่าหลังเกษียณอายุจากงานที่ทำ เก็บเกี่ยวความรู้ด้านเทคโนโลยี และ สิ่งดีงามที่พบเจอ นำไปประยุกต์แล้วลองลงมือปฏิบัติให้เกิดผล จากนั้นจะเผยแพร่สู่คนรุ่นใหม่ที่พร้อมนำเอาความรู้นั้นไปต่อยอด สร้างชุมชนให้เข้มแข็งแล้วค่อยส่งต่อให้ชาวนาไทยที่พร้อมจะเปิดรับสิ่งใหม่ๆๆ เราทุกคนช่วยกันได้ เราทุกคนช่วยกันเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเราได้ ด้วยการทำให้ต้นแบบนั้น “สำเร็จ” แล้วเอาความสำเร็จไปใส่ “หัวใจ” ชาวนายุคดั้งเดิม

Leave a Reply