สายๆวันอาทิตย์ ผู้เขียนพามาดามจูลี่ เข้าเขตกรุงเทพฯชั้นในไปทำธุระแถวเจริญกรุงเยาวราช นั่งรถมาสักพัก มาดามก็เอ่ยดังๆว่า อยากกินขนมหวาน เอ่ยดังๆซ้ำๆ แบบแผ่นเสียงตกร่องไม่หยุดหย่อน ผู้เขียนเลยต้องเลี้ยวรถผ่านทางดิโอ สยาม ตั้งใจจะไปจอดรถที่ข้างวัดสุทัศฯ แล้วพาเดินไปชิมขนมไทยจิบชาร้อน ที่บ้าน “ขนมปังขิง” บ้านไม้เก่าแก่อายุ 106 ปี ซอยข้างโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า นั้นเอง

แวะไหว้พระวัดสุทัศนฯ ได้ด้วย สาธุ
พระประธานในโบสถ์ สวยงามมาก
สวยงามตามท้องเรื่อง เพราะใส่แมส ฮ่า
เสาชิงช้า โบสถ์พราหมณ์

“จะกินขนมหวานๆ กาแฟเย็นๆ พาเดินไปไหนเนี่ยตากแดด ร้อนก็ร้อน”เสียงคุณท่านบ่นตามเคย เดินหน้าง้ำหน้างอ เดินตามผู้เขียนแบบงอแง “เอาน่าใจเย็นๆ จะกินของอร่อยต้องอดทน” ผู้เขียนกล่าวตอบ พลางคิดใจใน ตรูตายแน่ถ้าขนมไทยเจ้านี้ไม่อร่อย นรกมีจริงแน่นอนเหอะวะ ฮ่าๆ

ผู้เขียนเป็นโรคจิตอย่างหนึ่งนะ หากบ่นมากๆ แทนที่จะเดินตรงดิ่งไปร้านที่ตั้งใจเลยก็ไม่ใช่เราแน่ แต่หากจะพาอ้อมลัดเลาะไปหน้าศาลาว่าการ กทม ก่อนเพื่อหาของคาวดับหิว มีทั้งข้าวหน้าเป็ด ข้าวหน้าไก่ หมูแดง หมูกรอบ ของผัดของทอด มากมาย ร้านตั้งเรียงรายทั้งแถบถนน แต่ว่า … มาดามจูลี่ของเรานั้นกินไม่ได้สักอย่างเนื่องเพราะนางกินแต่ผัก ปลา และอาหารทะเล นั่นเอง หันมองหน้า ชิปเป๋งแหละ หัวผู้เขียนจะขาดเพราะนางโมโหหิวละมั้งเนี่ย ท้ายสุดก็จบลงที่เย็นตาโฟ ลูกชิ้นปลา ซึ่งเป็นร้านอาม่าแก่ๆ ที่นั่งกินแบบได้รสแซ่บมาก อาม่าบ่นลูกจ้างตลอดเวลา เออ ได้บรรยากาศจีนแท้ ดีจริงๆ

พออิ่มคลายหิวลงบ้าง ได้เวลาหาของหวานตามใจปรารถนาแล้ว พานางเดินลัดตรอกข้างๆ ร้านเย็นตาโฟ ออกมาข้างซอยโบสถ์พราหมณ์ ก็จะเจอร้านขนมหวานไทยแท้ “บ้านขนมปังขิง” เด่นเป็นสง่า เป็นบ้านเรือนไม้เก่าแก่ ต้องมนต์ขลังยิ่งนัก

บันไดไม้เดิมๆ กลิ่นอายของอดีตที่งดงาม ผู้เขียนชอบมาก
ลวดลายฉลุคล้ายขนมปังขิง นั่นเอง คือที่มาของชื่อบ้าน “ขนมปังขิง”

บ้านขนมปังขิง บ้านไม้เก่าสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2456  อยู่ในซอยหลังโบสถ์พราหมณ์  เสาชิงช้า เป็นบ้านที่ถูกสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Ginger Bread House เพราะได้รับอิทธิพล มาจากตะวันตกในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4   สาเหตุที่สถาปัตยกรรมมีชื่อเรียกน่ากินแบบนี้ เพราะลักษณะของการตกแต่งลวดลายฉลุที่สวยงามละเอียดอ่อนบนตัวบ้าน คล้ายคลึงกับ “ขนมปังขิง” หรือ คุกกี้ที่ชาวยุโรปมักทำกินกันในเทศกาลคริสต์มาส และบ้านขนมปังขิงก็มีการตกแต่งลวดลาย ด้วยสีน้ำตาลที่อ่อนช้อยและสวยงาม เช่นกัน

บ้านขนมปังขิง หลังนี้มีอายุประมาณ 106 ปี เริ่มจาก อำแดงหน่าย (สกุลเดิม คือ สกุลพราหมณ์)  ผู้เป็นภรรยาของ รองอำมาตย์โท “ขุนประเสริฐทะเบียน (ขัน)” ได้ซื้อที่ดินเปล่าขนาด 47 ตารางวา  จากหลวงบุรีพิทักษ์  ต่อมา ขุนประเสริฐทะเบียน ก็ได้สร้างเรือนขนมปังขิง  โดยเป็นผู้ออกแบบสัญลักษณ์ประจำตัว และแกะสลักลายไม้วงกลมเขียนว่า “ขัน” เหนือช่องลมประตูและหน้าต่างของตัวบ้าน

บ้านขนมปังขิงนั้น สืบทอดความเป็นเจ้าของผ่านมาจนถึงลูกหลาน ผ่านการบูรณะซ่อมแซม รุ่นสู่รุ่น ก่อนจะมาเป็นของ คุณธนัชพร คุณารัตนอังกูร (ลูกสาวท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ลูกสาวขุนประเสริฐทะเบียน) ปัจจุบันทายาทที่มีสิทธิ์ครอบครองบ้านหลังนี้พัฒนาต่อเนื่องขึ้นเป็นร้านขนมไทย ชา และกาแฟ บริการบุคคลทั่วไปที่ชื่นชอบหลงใหลในมรดกทางวัฒนธรรมอาหารที่สืบทอดต่อกันมายาวนาน ท่ามกลางกลิ่นอายวันวานที่ยังหลงเหลืออยู่ให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสรากเหง้าความเป็นไทยอย่างแท้จริง

ไม้สลักลายวงกลมเขียนว่า ”ขัน” ชื่อของขุนประเสริฐทะเบียน เจ้าของบ้าน
ชุดขนมไทยที่มาในชุดบัวทอง ส่วนใหญ่จะคุ้นหน้ากันดี แต่จะมีขนมลืมกลืน ที่หากินยากหน่อยในปัจจุบัน
ชุดบัวทอง มีขนมไทย 8 ชิ้น เค้ก 1 ชิ้น ชา กาแฟ และมะม่วงปั่น หรูหราสมราคา หากเพิ่มชุดคุณหญิง คุณนายจะไฮโซกว่านี้อีก

สำหรับเมนูของร้านมี ขนมไทย ขนมเค้ก และเครื่องดื่มแบบต่างๆให้เลือก ทั้งยังมีโปรโมชั่น หากมาเป็นกลุ่มทางร้านก็มีแนะนำ เช่น ชุดคุณหญิง 999 บาท ชุดคุณนาย 888 บาท ชุดบัวทอง ชุดข้าวเหนียวมะม่วง 599 บาท หรือจะสั่งแยกชิ้นตามแต่จะชอบก็ได้ แต่น้องพนักงานขายเก่ง แนะนำรัวๆ สั่งเป็นชุดคุ้มกว่า ถ่ายรูปสวยด้วยนะค่ะ มาสองคนคุ้มค่ามากค่ะ เลยโดยป้ายยาไปซะ จัดชุดบัวทอง 599 บาท ได้ขนม 8 อย่าง ชา กาแฟ น้ำมะม่วงปั่น และขนมเค้ก ก็ถือว่าราคาสมเหตุผล แต่บางคนอาจจะมองว่าราคาแรงอยู่นะ ไม่ว่ากันน้อ ช่วยกันอุดหนุนต่อลมหายใจให้ร้านอาหารไทยๆ เดินต่อไปได้ ในวันที่ไม่มีนักท่องเที่ยวจากต่างชาติมาเยือน

“มื้อนี้คุ้มนะ ยูจ่ายค่าอาหารคาว 100 บาท อิชั้นจ่ายค่าขนมหวาน 599 บาท เสมอกันแล้วนะ” ว่าแล้วมาดามก็เดินจากไป พร้อมเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากที่ได้เสพของหวาน เออนะ ขนมหวานทำให้คนอารมณ์ดีเช่นนี้ ท้ายสุดแล้ว วลีเด็ด “กินอิ่ม นอนอุ่น หุ่นบ่าเกี่ยว เตี่ยวคับกะซื้อใหม่ ” ยังใช้ปลอบใจได้เสมอนะ ฮ่า

Leave a Reply