ผู้เขียน และเพื่อนร่วมทริปมีโอกาสมาเยือนยุโรปคราใด มักจะเลือกเมืองใดเมืองหนึ่ง เมืองเล็กๆๆ ที่มีเสน่ห์ สงบเงียบ ห่างไกลออกไปหน่อย ใช้เวลาอยู่ที่นั่น สอง ถึง สาม วัน ให้เต็มอิ่ม และบันทึกทุกรายละเอียดเก็บไว้เป็นความทรงจำที่งดงาม เวลาคิดถึงคราใด เราเปิดดูรูป หรืออ่านข้อมูลเก่าๆ จะได้ร้อง อ๋อ…จำได้ๆๆ กางแผนที่กันอยู่นาน จากแฟรงเฟิร์ต เราจะไปไหนดี….ไฮเดลเบิร์ก  “Heidelberg” ละกันนะ

 “Heidelberg” (ไฮเดลเบิร์ก หรือที่คนเยอรมันจะออกเสียงว่า “ไฮเดลแบร์ก”) เมืองเก่าแก่อายุนับพันปีของเยอรมนี เมืองแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าโรแมนติกที่สุดในเยอรมนี เสน่ห์ของเมืองอยู่ที่ความมีชีวิตชีวาของผู้คน และยังมีตลาดย่านเมืองเก่า ที่เต็มไปด้วยแหล่งช้อปปิ้งและของกิน ท่ามกลางสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์

เหตุผลอื่นที่นอกจากไฮเดลเบิร์กจะเป็นเมืองประวัติศาสตร์สำหรับเยอรมนีแล้ว ยังเป็นเมืองประวัติศาสตร์สำหรับคนไทย คือเป็นเมืองที่ในหลวง รัชกาลที่ 8 ทรงพระราชสมภพเมื่อครั้งที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงศึกษาวิชาการแพทย์ที่เมืองแห่งนี้ ผู้เขียนและเพื่อนร่วมทริปเลยตัดสินใจแบบไม่ลังเล

การเดินทางจากแฟรงเฟิร์ต เราเดินทางโดยรถ Flixbus จองตั๋วไว้ ราคา 17 ยูโร ในการจองตั๋วรถบัสและคู่มือการเดินทาง จุดจอดรถตามสถานีต่างๆ ผู้เขียนแนะนำให้โหลดแอพพลิเคชั่น Flixbus ลงในมือถือ เช็คราคาหรือหาข้อมูลพร้อมการเดินทางจะสะดวกยิ่งขึ้น ชีวิตง่ายๆๆ ผ่านมือถือ ยกเว้นแบตหมด! ฮ่าๆๆ

Flixbus station
สภาพรถใหม่ใช้ได้ดีและตรงเวลามาก

จุดจอดรถที่สถานีรถบัสFlixbus ใกล้กับสถานีรถไฟเซ็นทรัลแฟรงเฟิร์ต หาไม่ยาก เปิด Google Map เดินตามทางเลย รถออกตรงเวลาดีมาก ใช้เวลาเดินทางจากแฟรงเฟิร์ต ประมาณ 1 ชม.25 นาที รถก็ถึงไฮเดลเบิร์ก จุดจอดรถอยู่บริเวณแคมปัสเมืองใหม่ มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ตรงจุดที่ลงรถเราจะเห็นสถานีรถไฟ เข้าเมืองไฮเดลเบิร์ก เดินไปรอที่สถานีรถไฟ และกดซื้อตั๋วที่ตู้ตรงนั้นเลย 2.6 ยูโรเอง ไม่กี่สถานีก็ ถึงจุดใจกลางเมืองสบายยยยย ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที จากจุดจอดรถ Flixbus มีรถเมล์ผ่านเข้าเมืองด้วย แต่ผู้เขียนไม่กล้าลองกลัวหลง เพราะไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษ ฮ่าๆ

สถานีที่รถFlixbus จอดเข้าไปเซ็นทรัลไฮเดลเบิร์ก กดซื้อตั๋วไปสถานีนี้เลย
รถไฟเยอรมันหรูหรามาก

ลงรถไฟ เปิด Google Map เดินหา รร ก่อนเลย ไม่ไกลกันนักจากสถานีรถไฟไฮเดลเบิร์ก แต่…เทคโนโลยีก็พาหลง เดินอ้อม เอาลิ้นห้อยอยู่เหมือนกัน พอเช็คอินเรียบร้อย ก็ได้เวลาสำรวจเมืองเลย….

มองจากตัวปราสาทลงมาเห็นวิวเมืองบริเวณสะพาน

ตัวเมืองตั้งอยู่ระหว่างเนินเขา 2 ลูก บนฝั่งแม่น้ำเนคค่า (Neckar) ที่ไหลผ่านจากด้านตะวันออกไปตะวันตกของเมือง ตัวอาคารย่านเมืองเก่า ซึ่งส่วนมากมีหลังคาสีอิฐ เป็นระเบียบสวยงามทอดตัวตามริมฝั่งลำน้ำ ไกลออกไปเห็นย่านเมืองใหม่อยู่ลิบๆ

ไฮเดลเบิร์กแม้จะเป็นเมืองเก่าอายุนับพันปี แต่ผู้คนยังคงดำเนินชีวิต เคลื่อนไหว ยังคงทำกิจกรรมประจำวันตามปกติ เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเมือง คือ ไม่ใช่เมืองใหม่ที่แน่นด้วยแท่งคอนกรีตสูงต่ำ หรือกล่องกระจกสูงสะท้อนแสง และไม่ใช่เมืองเก่าที่หลงเหลืออยู่เพียงซากโบราณสถานไว้ให้นักท่องเที่ยวชมเท่านั้น…

ไฮเดลแบร์ก แม้จะเป็นเมืองเก่า แต่ขณะเดียวกันก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองนำร่องตามโครงการเมืองแห่งอนาคต (City of the Future) และเป็นศูนย์กลางการวิจัยวิทยาการสมัยใหม่หลายแขนง  บ้านเมืองสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบสวยงาม คนเลี้ยงสุนัขในเมืองนี้ต้องจ่ายภาษีสุนัข (Dog tax) 108 ยูโรต่อ 1 ตัว (เป็นเงินไทยเท่าไหร่ลองคิดดูได้) และเพิ่มอีก 216 ยูโร ต่อ 1 ตัวที่จะเลี้ยงเพิ่ม

นอกจากจะเป็นเมืองท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลจากทั่วสารทิศ…ไปชมเสน่ห์ของเมือง ท่ามกลางความเก่าแก่ของสถาปัตยกรรมและความโรแมนติกของสถานที่ ไฮเดลเบิร์กยังเป็นเมืองวิทยาศาสตร์และการวิจัยทางการแพทย์อีกด้วย ในเมืองนี้มีศูนย์วิจัยโรคมะเร็งของเยอรมนี ห้องทดลองชีวโมเลกุลของยุโรป มีเทคโนโลยีปาร์ค พื้นที่ 16,000 ตารางเมตร โรงพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศก็อยู่ในเมืองนี้อีกด้วย

ส่วนด้านการศึกษานั้นไฮเดลเบิร์กมีชื่อเสียงมาช้านานแล้ว  มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก หรือชื่อเต็มว่า Ruprecht-Karls-Universität Heidelberg เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1386 มีชื่อเสียงด้านการแพทย์ เทววิทยา กฎหมาย และปรัชญา ซึ่งเป็น 4 คณะแรกเริ่มของมหาวิทยาลัย ปัจจุบันเปิดสอนทั้งหมด 12 คณะ  มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กมี 2 วิทยาเขต ได้แก่ วิทยาเขตในเมืองเก่า (Alt-stadt) และวิทยาเขตในเมืองใหม่ ที่เรียกว่า Neuenheim(จุดจอดรถ Flixbus ที่ผู้เขียนมาจอดที่วิทยาเขตเมืองใหม่แห่งนี้) ถ้าเรียนทางสายวิทยาศาสตร์เรียนที่วิทยาเขตในเมืองใหม่ ส่วนสายศิลปศาสตร์เรียนที่ตัวเมืองเก่า

มีเรื่องเล่าจากคนท้องถิ่น เล่าเกี่ยวกับเมืองว่าเนื่องจากไฮเดลแบร์กเป็นเมืองมหาวิทยาลัย และเมืองท่องเที่ยว จึงมีคำพูดเล่นๆ ว่า “2 ใน 3 ของประชากรของเมืองนี้เป็นนักศึกษา ที่เหลือเป็นนักท่องเที่ยว” ซึ่งก็น่าจะเป็นความจริง ผู้อ่านท่านใดอยากลองไปพิสูจน์เตรียมตัวไปกันได้เลย

ปราสาทไฮเดนเบิร์ก

ช่องประตูปราสาท มองเห็นเมืองไฮเดลเบิร์ก ทั่วเมือง

จากสถานีรถไฟเซ็นทรัลไฮเดลเบิร์ก เดินไปที่ถนนHauptstrasse ถนนคนเดินระยะทางประมาณ 1.6 กิโลเมตร ผ่านใจกลางเมืองเก่า สองข้างทางเดินมีทั้งโบสถ์ และร้านให้ละลายทรัพย์สำหรับนักช็อปปิ้ง แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหนศาสนสถานซึ่งเป็นที่ป้อนความสุขสงบทางจิตวิญญาณ…..ก็มักจะมีจำนวนน้อยกว่าร้านรวงที่ปรนเปรอด้านวัตถุเรียงรายตลอดเส้นทางเสมอ

จากถนนมองไปเห็นเนินเขาที่ตั้งของปราสาทอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล  ปราสาทไฮเดลเบิร์ก (Schloss Heidelberg) สร้างด้วยหินทรายสีแดง สถาปัตยกรรมแบบโกธิค เรอเนอสซอง  ประวัติการก่อสร้างย้อนหลังไปถึงคริสศตวรรษที่ 13  เจ้าชายเอเล็กเตอร์ รูเปรคท์ ที่ 3 (Elector Ruprecht III, 1398 – 1410) เป็นผู้เริ่มก่อสร้าง ตัวปราสาทและอาณาบริเวณผ่านการก่อสร้าง แต่งเติม ผ่านการสู้รบ ไฟไหม้ ผ่านสงครามทั้งสู้รบกันเอง และกับชาติอื่นๆ จนพังทลาย และบูรณะมาหลายครั้ง  สภาพที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นสภาพที่ไม่สมบูรณ์ บางส่วนมีเฉพาะผนังค้างคา ไม่มีหลังคา แต่นั่นก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่ง

สภาพที่มีการบูรณะแล้วแต่ยังไม่สมบูรณ์
ร่องรอยทางวัฒนธรรมที่บ่งบอกการต่อสู้แย่งชิงของมนุษยชาติ

เดินเลยไปตามทางจนสุดปราสาทไฮเดลเบิร์ก จะเป็นที่เก็บถังหมักไวน์ขนาดใหญ่และเครื่องดื่มที่ใช้ในปราสาท สิ่งที่ทุกคนต้องไปชมและชิมคือไวน์ไฮเดลเบิร์ก ซึ่งมีขายแบบขวดหรือจะนั่งจิบไวน์ ประหนึ่งคิดว่าคือ คนโบราณในปราสาทก็ฟินไม่น้อย…

ถังหมักไวน์บนปราสาท
คนอื่นชิมไวน์เป็นแก้ว มาดามชิมไวน์เป็นขวดๆจ้า

มนุษย์เราก็แปลกดี ถือกำเนิดขึ้นมาในโลก แทนที่จะอาศัยอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันฉันท์เพื่อนร่วมโลก แต่กลับขีดเส้นสมมุติแบ่งประเทศ แบ่งเขาแบ่งเรา แบ่งสีผิว แบ่งลัทธิความเชื่อ ฯลฯ แล้วเอาเป็นข้ออ้างเพื่อรบราฆ่าฟันกัน จนลืมความจริงไปเสียว่าทุกคนถือกำเนิดมาบนพื้นโลกเป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่ได้เป็นเทพ หรือมาร แต่ก็เอาความแตกต่างที่เกิดขึ้นจากสิ่งสมมุติขึ้นนั้นมาทำลายล้างห้ำหั่นกันตั้งแต่แรกเริ่มที่ประวัติศาสตร์อารยธรรมเริ่มบันทึกไว้จนถึงทุกวันนี้

ในเยอรมนีเอง เมื่อปี ค.ศ. 1990 คนเยอรมันทนต่อเสียงเรียกร้องของหัวใจไว้ไม่ไหว หลังจากสงครามระหว่างลัทธิความเชื่อแบ่งประเทศออกเป็นเยอรมนีตะวันตก – ตะวันออกมา 40 กว่าปี ในที่สุดผู้คนก็ทลายกำแพงเบอร์ลินสัญลักษณ์การแบ่งแยกลง ทำให้มีเยอรมนีเพียงหนึ่งเดียว

ศูนย์กลางการเงินยูโรที่นครแฟรงเฟิร์ต

สิ่งที่น่าภูมิใจไปกว่านั้น คือกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปพยายามลดเส้นแบ่งประเทศ 12 ประเทศ ได้แก่ กรีซ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม โปรตุเกส ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ เยอรมนี ลักเซมเบอร์ก สเปน ออสเตรีย อิตาลี ไอร์แลนด์ ร่วมกันใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน  นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกเช็งเก้น (Schengen) 15 ประเทศ ที่ทำสนธิสัญญาระหว่างกัน (11 ประเทศที่ใช้เงินยูโร ยกเว้นไอร์แลนด์ และอีก 4 ประเทศ คือ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ไอซ์แลนด์) ให้บุคคลในกลุ่มประเทศสมาชิก หรือบุคคลจากประเทศอื่นๆ ที่มีวีซ่า สามารถเดินทางเข้าออกกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องมีพิธีการตรวจตราหนังสือเดินทาง หรือพิธีการผ่านแดนใดๆ เป็นการลบเส้นแบ่งเขตแดนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และเป็นความพยายามรวมเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติที่แตกต่างสายพันธุ์กันกลุ่มหนึ่ง หลังจากเข่นฆ่า ทำลายล้างกันมานับครั้งไม่ถ้วน

จตุรัสหน้าที่ว่าการเมืองไฮเดลเบิร์ก หัวมุมถนนคนเดินที่มุ่งสู่ปราสาท
อนุสาวรีย์พระนางมารีใกล้กับโบสถ์คาทอลิก บริเวณจตุรัสที่ว่าการเมือง
ถนนคนเดินมุ่งหน้าสู่สะพาน บริเวณเมืองเก่า ที่เห็นพลาสติกคลุ่มคือซุ้มสะพานตอนที่ไปกำลังซ่อมแซม

ออกจากเขตปราสาท เดินบันไดกลับลงสู่ย่านเมืองเก่า แม้ขั้นบันไดจะไม่ลาดชันและมากขั้นเท่ากับดอยสุเทพ  แต่พวกเราก็เดินหอบกันเลยทีเดียว ผ่านย่าน Kornmarkt  ซึ่งหันหลังมองกลับไปเห็นตัวปราสาทตั้งเด่นอยู่บนเนินเขา  มีรูปปั้น Madonna of the Kornmarkt เป็นจุดเด่นของจตุรัสนั้น  ผ่านศาลาว่าการของเมือง ที่สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1701 ซึ่งบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของเยอรมนีได้เป็นอย่างดี มุ่งหน้าลงไปริมฝั่งแม่น้ำเนคค่า

ยืนอยู่ย่านKornmarkt มองเห็นปราสาทชัดเจน
สะพานเก่าทิศใต้คือชุมชนเมืองเก่า ทิศเหนือคืออีกด้านที่ขยายเมืองออกไปเพิ่มขึ้น

เดินข้ามสะพานคาล ธีออดอร์ ฮ้อยส์ บรุคเคอ (Karl-Theodor-Heuss Brücke) หรือสะพานเก่า ที่ก่อสร้างในช่วงปี 1786 ถึง 1788 เดินจากฝั่งทิศใต้ไปชมเมืองจากฝั่งทิศเหนือของแม่น้ำ  หันหลังมองย้อนกลับไปเห็นซุ้มประตูสะพานแบบยุคเก่า ทางฝั่งเมืองเก่าฝั่งทิศใต้ รูปทรงหอคอยคู่แบบบารอค  ไกลออกไปก็เห็นปราสาทไฮเดลเบิร์กสัญลักษณ์ของเมืองสีอิฐแดงจางๆ

เดินกลับไปฝั่งทิศใต้ เดินหาเชิงสะพานที่มีรูปปั้นลิงทองเหลือง เพราะมีคำล่ำลือว่า…ถ้าได้จับกระจกทองเหลืองที่ลิงถืออยู่ เชื่อกันว่าสักวันหนึ่งจะได้กลับไปเยือนเมืองนี้อีก  เพราะด้วยคนเยอะหรือว่า อย่างไรไม่ทราบได้…หารูปปั้นลิงทองเหลืองนั้นไม่เจอ ….ก็เป็นสัญญาว่าจะกลับไปอีกรอบให้ได้…จากจุดลงสะพานฝั่งทิศใต้เพื่อเดินกลับเข้าเมืองตรงตีนสะพานซ้ายมือ จะมีร้านอาหารไทยชื่อ ร้านภูเก็ตเปิดมามากกว่า 20 ปี ผู้เขียนแวะไปนั่งจิบเบียร์เยอรมัน และนั่งคุยกับพนักงานร้าน ไม่ได้สั่งอาหารแต่อย่างใดเพราะว่าต้องการกินอาหารเยอรมันเท่านั้น ฮ่า แต่เหตุผลหลัก มันแพงมาก สำหรับคนไทยที่ยังไม่ได้โหยหาอาหารไทยเท่าใดนัก

ร้านอาหารไทยภูเก็ต

เย็นนั้นผู้เขียนเลือกร้านเยอรมันแท้ๆ ร้านเก่าแก่ดั้งเดิม ชื่อ ร้าน Weisser Bock ไม่ลืมที่จะจิบเบียร์ไฮเดลเบิร์ก หักล้างกับที่จิบไวน์ลงมาจากปราสาท คืนนั้นเราสองคนเดินจูงมือกัน …เดินกลับโรงแรม อากาศหนาวเย็น นึกถึงเพลงดังเพลงเก่าแก่แว่วในหู ….

“I lost my heart in Heidelberg”

“I lost my heart in Heidelberg’s fair city
It was in a gentle summer night
I was in love, so deep in love entangled
Her rosebud mouth was laughing with delight” ….ไว้จะกลับไปเยือนอีกครา ไฮเดลเบิร์ก

Leave a Reply