โอฮาโยโกไจมัส เสียงทักทายสดใสของเจ้าหน้าที่สนามบินคันไซ โอซาก้า ในตอนเช้ามืดต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยไฟล์ทจากสุวรรณภูมิเที่ยงคืนถึงสนามบินคันไซเช้ามืดวันถัดมา ผู้เขียนกลับญี่ปุ่นรอบนี้ ต้องใช้รถเข็นนั่งตลอดการเดินทาง เนื่องจากอาการข้อเท้าหักและผ่าตัดดามเหล็กไว้ ได้รับความช่วยเหลือแบบสุดซึ้งในน้ำใจ ทุกขั้นตอนผ่านเข้าออกเมือง ได้รับการดูแลอย่างดี จนเจ้าหน้าที่เข็นมาส่งทางออกชานชาลารอรถที่เตรียมมารับที่สนามบินคันไซตามกำหนดเวลา ที่นัดหมายกันไว้

ขึ้นรถเรียบร้อยแล้วออกเดินทางสู่ “เกียวโต เมืองที่ใครมาอยู่ก็หลงรัก” บ้านหลังที่สองของผู้เขียนเองจ้า

วีไอพีมาก อิอิ

จากสนามบินคันไซ โอซาก้า ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีสู่จุดหมายปลายทางคือเกียวโต ถิ่นพำนักของผู้เขียน จากความวุ่นวายของสนามบินคันไซโอซาก้า มาถึงที่พัก ความเงียบสงบก็กลับมา บ้านหลังที่สอง ที่เรารัก อบอุ่นเสมอ ขอบคุณสิ่งดีๆที่นำพาชีวิตมาอยู่ในเมืองแห่งนี้

ผู้เขียนมีเวลา 1 อาทิตย์สำหรับพักผ่อนก่อนเริ่มต้นทำงาน หลังจากหยุดไปเนื่องจากกลับไทย ทั้งยังเกิดอุบัติเหตุข้อเท้าหัก เกือบสองปี ได้แต่ทำงานออนไลน์ ภารกิจต่างๆ ยังคงค้างเยอะแยะไปหมด มาสองวันแรก อาการปวดค่อนข้างหนักมาก บวมแดง และเดินแทบไม่ได้ ห่างบ้าน ห่างครอบครัวก็เศร้า มาก ตื่นนอนตอนเช้า ต้องบอกตัวเองว่า มีโอกาสดีมากกว่าคนอื่นทำให้ได้ดีสิวะ เดี๋ยวแผลและขาก็หายตามกาลเวลา แหละ อดทนๆๆ

รถเมล์ญี่ปุ่น
รถไฟก็ตรงเวลาเป๊ะเว่อ อิอิ

พอวันที่ 3 อาการบวมแดงและปวดขาเริ่มหาย เลยลากสังขารสามขา ออกไปวัดคินคะคุจิ (kinkakuji) จากที่พัก นั่งรถไฟไปสถานีหลัก เกียวโต เดินออกมานั่งรถเมล์สาย 203 ไปลงหน้าวัดเลย รถเมล์เกียวโต ขึ้นแล้วจ่ายตังค์ตอนลง ค่ารถเท่ากันตลอดเส้นทาง 230 เยน ผู้เขียนยังใส่รองเท้าเฝือกและเดินสามขาด้วยไม้ ก็จะได้รับการดูแลอย่างดี มีที่นั่งสำหรับบุคคลพิเศษ ที่ญี่ปุ่นดีอย่าง ทุกการเดินทางและการใช้ชีวิต มีระบบจัดสรรให้ทุกคนใช้งานร่วมกันได้ การขนส่งสาธารณะครอบคลุมทุกเส้นทาง เชื่อมต่อกันอย่างมีระบบ อยากให้บ้านเมืองเรา พัฒนาแบบนี้ เอื้ออำนวยกันทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะเช่นนี้ได้ ก็คงได้แค่หวัง ไม่รู้จะมีเมื่อไหร่ ฮ่า

ทางเข้าวัดทอง

วัดคินคะคุจิ(Kinkakuji) หรือ วัดทองเป็นวัดเก่าแก่ของเมืองเกียวโตและมีตำนานเกี่ยวกับการ์ตูนชื่อดัง คือ อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญาที่เราเคยดูสมัยเด็กๆ น่าจะจำกันได้ ด้วยเอกลักษณ์ของวัดที่ไม่เหมือนใคร สองชั้นบนเป็นสีทอง มีสระน้ำขนาดใหญ่ติดกับวัด ทำให้นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชมความสวยงาม และถ่ายรูปที่วัดแห่งนี้

ช่วงที่วัดทองสวยงามมากที่สุดเห็นจะเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ปลายเดือนพฤศจิกายน รอบวัดจะมีใบไม้แดง เหลือง ส้ม และเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด แต่ถึงแม้ว่าจะไปช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนบังวิว เพราะการชมวัดจะต้องเดินตามกันไป ในเส้นทางของวัด มีมุมให้ถ่ายรูปตลอดเส้นทางเดิน ขึ้นอยู่กับว่าอยากจะถ่ายรูปวัดทองในมุมไหน และถ่ายคู่กับอะไร ช่วงโควิดที่มีการปิดประเทศ ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากนัก มีแต่คนท้องถิ่นในประเทศเที่ยวกันเอง อยากเห็นความคึกคักของการท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลับมาเช่นเดิมละหนา

นักท่องเที่ยวน้อย บางตา เงียบเหงาเลย

อีกวันถัดมา ผู้เขียนตั้งใจไว้ว่าต้องไป วัดคิโยะมิซุ (Kiyomizu-dera)หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ วัดน้ำใส แต่มันต้องเดินขึ้นเขา จะไหวมั้ย จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว จิตสั่งร่างกายว่าไปได้ ว่าแล้วก็เดินมาขึ้นรถเมล์ที่ป้ายแถวบ้านพัก รถเมล์เกียวโต สาย 80 ถึงทางขึ้นวัดพอดีเลย ว่าด้วยเรื่องรถเมล์ มันตรงเวลาดีมาก ในมือถือบอกว่า มาเวลานี้ ที่ป้ายก็แจ้งเวลาตรงกัน พอถึงเวลาคนมาเข้าคิวรอขึ้นรถเมล์ แล้วรถเมล์ก็มาจอดตรงป้ายตามเวลาเป๊ะ! นี่คือความเจ๋ง ของ ญี่ปุ่นหละ

จุดชมวิว ไว้ใบไม้เปลี่ยนสีจะมาอีกที

วัดคิโยะมิซุ (Kiyomizu-dera)แห่งนี้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (UNESCO world heritage sites)ที่มาของชื่อวัดน้ำใสก็มาจากการที่วัดแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นปี ค.ศ. 780 แล้วมีน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากน้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) ไหลผ่านตัววัดนั่นเอง จุดที่ถือว่าเป็นไฮไลท์การท่องเที่ยวของที่นี่ก็คงไม่พ้น อาคารไม้ขนาดใหญ่ที่แค่การสร้างก็น่าทึ่งแล้ว เพราะการสร้างทั้งหมดนี้ไม่มีการใช้ตะปูใดๆทั้งสิ้น ถือว่าเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่ยอดเยี่ยมจริงๆ เสาของอาคารมีความสูงถึง 13 เมตรจากพื้นดิน และโถงอาคารถูกสร้างให้ยื่นออกไปภายนอกทำให้บริเวณนี้เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม มองเห็นเมืองเกียวโตในทุกฤดู ถือเป็นจุดชมซากุระและชมใบไม้แดงที่ขึ้นชื่อของเกียวโตอีกด้วย ผู้เขียนตั้งใจมาขอพรเรื่องสุขภาพ เดินชมตัวอาคารแล้ว ก็ เดินลงมาที่น้ำใสไหลเป็นทาง สามสาย มีกระบวยให้รองน้ำมาลูบหน้าและลำตัว บางคนก็ดื่มกิน แต่ผู้เขียนเอาลูบหน้าและข้อเท้า ขอให้หายดีในเร็ววัน ใช้ชีวิตได้ปกติให้ไว้ที่สุด แค่นี้กำลังใจก็มามากโข เดินลงไปขึ้นรถกลับบ้านได้สบายเลย อิอิ

 วัดชิออนอิน (Chionin Temple) ประตูนี้ถือเป็นหนึ่งในประตูไม้ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น
 จุดชำระล้างมือ ล้างหน้าทางเข้า วัดชิออนอิน (Chionin Temple)
ศาลเจ้าวัดชิออนอิน (Chionin Temple)
วัดชิออนอิน (Chionin Temple)
วัดชิออนอิน (Chionin Temple)

ยังมีอีกหลายจุด ที่ผู้เขียนยังไม่ได้ไปเยือน…เพราะตอนยังแข็งแรงก็ไม่อยากไปไหน ทำงานกลับบ้าน เบื่อต้องออกไปเจอนักท่องเที่ยวคนเยอะวุ่นวาย แต่ตอนขาเจ็บได้พักรักษาตัว ก็คิดได้ว่า เราควรต้องใช้ชีวิตใหม่ ออกเดินทางพักผ่อนบ้างในวันที่สามารถไปได้ อย่าให้มีคำว่า “รู้งี้ตอนร่างกายดีๆ ทำไมไม่ไปวะ” ฮ่า

ป่าไผ่ เกียวโต เเห่งอาราชิยาม่า เครดิตภาพ ซาจินซัง
ป่าไผ่ เกียวโต เเห่งอาราชิยาม่า เครดิตภาพ ซาจิซัง
ป่าไผ่ เกียวโต เเห่งอาราชิยาม่า เครดิตภาพ ซาจินซัง

การมาอยู่ญี่ปุ่น ผู้เขียนโดนจ่ายภาษีสุขภาพมากขึ้นทุกปี เพราะไม่สามารถควบคุมน้ำหนัก และค่ามาตรฐานสุขภาพของรัฐบาลได้ ยิ่งมาตรวจสุขภาพอีกรอบหลังกลับจากไทย ความดันยิ่งสูงมาก จนหมอเครียด โทรหาต้นสังกัดว่า ทำยังไงก็ได้ ให้น้ำหนักลด ความดันเป็นปกติในเร็ววันโดยไม่ต้องกินยา เพื่อการใช้ชีวิตที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีโรคภัยอื่นมาเพิ่ม เป็นภารกิจเร่งด่วนที่เราต้องทำ

ทางจักรยาน ทางเท้า เป็นระเบียบ
จุดจอดจักรยานไม่มีหายเพราะทุกคันมีทะเบียน หากขี่จักรยานที่ไม่ใช่ของตัวเอง เกิดถูกตำรวจเรียกมีโดนปรับหนัก
การเดินเป็นวิถีของคนญี่ปุ่น
ความใส่ใจของการทำการเกษตรของคนญี่ปุ่น
ร้านกาแฟดังเกียวโต
เดินออกกำลังกายชมเมืองด้วย อิอิ
ย่านดังเกียวโต กิออน

ท้ายสุดต้องขอขอบคุณทุกโอกาสที่หยิบยื่น ขอบคุณทุกความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ชีวิตคนเรานั้น อยู่ได้รอดปลอดภัย ต้องมีทั้งครอบครัว สังคม คนรอบข้างคอยช่วยเหลือ และสิ่งสำคัญที่สุด หากเราแข็งแรงแล้ว เราต้องคอยช่วยเหลือกลับไปในทุกโอกาส พร้อมทั้งส่งต่อสิ่งดีๆให้กับทุกโอกาสที่เข้ามา ความสุขที่หาได้ง่ายๆ ยิ้มรับพลังบวก และก้าวเดินต่อไป

Leave a Reply