มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นั้น เป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ โดยตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงราย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2541 ภายหลังการเรียกร้องของชาวจังหวัดเชียงรายที่ต้องการมีมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น และเพื่อเป็นการระลึกถึงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงใช้พระราชสมัญญา “แม่ฟ้าหลวง” เป็นชื่อมหาวิทยาลัย

เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วนั้น ผู้เขียน เคยไปใช้ชีวิตทำงานสอนหนังสือที่ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ในช่วงปี 2545 ถึง 2546 หลังเรียนจบปริญญาโท แล้ว โดยคำชักชวนของอาจารย์ที่สอนผู้เขียนมา จำได้ว่า ถือจดหมายแนะนำจากอาจารย์ท่านนั้น แล้วเดินทางเข้าพบกับ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีในสมัยนั้น ท่านได้สัมภาษณ์ ทั้งยังเรียก คณาจารย์อีกหลายท่านมาร่วมสัมภาษณ์ด้วย มีคำถามหนึ่งที่ผู้เขียน ทั้งอึ้ง และ จดจำได้จนทุกวันนี้ แม้ว่าปัจจุบันหากเจอ อาจารย์วันชัย ศิริชนะ ท่านก็ยังจำได้จะเรียกผู้เขียนว่า “ไอ้ไม่เคยตาย ใกล้ตายหรือยังวะ” ฮ่าๆๆ คำถามนั้น คือว่า เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินแล้วใกล้ตาย จะแก้ไขปัญหายังไง ผู้เขียนก็ตอบกลับทันควันเลย ว่า ” ดิฉัน ไม่เคยใกล้ตาย เลยไม่รู้ว่าต้องทำยังไง” สมัยนั้น การสวนคำทันควัน ต่อหน้า ผู้ใหญ่ และว่าที่ผู้บังคัญชา นั้น ไม่มีให้เห็นอย่างแน่นอน แต่ผู้เขียน ชอบทำและไม่เคยกลัวเลย ปัจจุบันยิ่งอาการหนัก ฮ่าๆ

ท้ายสุด ดร.วันชัย ศิริชนะ ก็ ให้โอกาส ได้ทำงาน ทำหน้าที่ผู้สอน ในสำนักวิชาที่ผู้เขียนจบมา หลังจากทำงานที่แม่ฟ้าหลวงไปไม่นาน ก็ได้รับโอกาสจากที่นี่อีกรอบ ให้เดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศจีน ด้วยทุนรัฐบาลตามความต้องการของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แต่หลังเรียนจบก็ไม่ได้กลับมาสอนหนังสือ ตามเจตจำนงค์เดิมของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ บุญคุณที่ได้รับ ระลึกถึงเสมอมา ขอคารวะแด่ผู้มีพระคุณจ้า

เชียงรายในความทรงจำผู้เขียนนั้น ทุกพื้นที่ คือ ธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ มีความสวยงามซ่อนอยู่มากมาย จำได้ว่าในฤดูหนาวอันยาวนานนั้น หนาวมาก พูดทีควันออกปาก มือสั่นปากสั่น แต่หากเอามือจับถ้วยชาร้อนๆ จิบเบาๆ อุ่นดีนักแล สมัยนั้นในโรงอาหารมหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนเคยทำงานมีหม้อต้มชาร้อนๆใบใหญ่ไว้บริการฟรี กดได้ตามสะดวก คือ ดีจังเลย ฮ่าๆ

จุดหลักอีกอย่างของเชียงราย คือ เป็นสวรรค์ของนักเดินป่า นักปีนเขา และนักท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ หรือนักอนุรักษ์ ทั้งหลาย ต่างมุ่งหน้ามาเชียงรายเพื่อค้นหา ตามจุดมุ่งหมายของตนเอง ผู้เขียนเอง สมัยทำงานที่เชียงราย หากวันหยุดสุดสัปดาห์ไหนว่าง จะนั่งรถเมล์สาย เชียงราย – เชียงคำ แล้วแวะลงที่ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย หน้าทางขึ้นภูชี้ฟ้า แล้วเหมารถสองแถวขึ้นสู่ยอดภูชี้ฟ้า กางเต็นท์นอนรับพลังแห่งขุนเขา ตื่นเช้ามาสัมผัสเมฆหมอกลอยละล่องอยู่เบื้องหน้า ฟิน ดีเว่อ

แต่ถ้าเสาร์ อาทิตย์ไหน ติดภารกิจ ก็จะแค่ ขี่รถเครื่อง หรือ รถมอเตอร์ไซด์ เข้ามาในเมือง ไหว้พระ วัดพระแก้ว วัดพระสิงห์ อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย แวะกิน ขนมจีนในกาด ซื้อของ แล้วกลับหอพักในมหาวิทยาลัย แค่นี้ชีวิตก็สุขสมแล้ว เป็นชีวิตที่เรียบง่ายมาก ไม่มีห้าง ไม่มีร้านกาแฟดีๆไม่มีร้านดังๆ ให้คอยเช็คอินเช่นทุกวันนี้

ผู้เขียนอาศัยและใช้ชีวิตช่วงหนึ่งที่เชียงราย ผูกพันในระดับที่อยากเห็นสิ่งเดิมๆเก่าๆ คงไว้ ให้หลงเหลือกลิ่นอายของวัฒนธรรมล้านนา คู่แผ่นดินเชียงรายไปยาวนาน แต่ คงจะยากแล้วหละ เพราะในปัจจุบัน ทุกส่วนในจังหวัดเจริญผิดหูผิดตาขึ้นมาก ทั้งบ้านจัดสรร คอนโด ถนนหนทาง สนามบิน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม รวมถึงร้านอาหาร ต่างเกิดขึ้นทั่วเชียงราย แทบไม่แตกต่างกันมากเท่าใดกับกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ๆ

เราไม่สามารถห้ามความเจริญของเมืองได้ ก็ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้ความเจริญทั้งหลาย เจริญควบคู่กับการรักษาความงดงามของวัฒนธรรมอันดีงามของล้านนาและธรรมชาติที่ยังหลงเหลือให้อยู่คู่เชียงรายตลอดไป

ไร่ชาฉุยฟง

หากเอ่ยถึงเชียงรายแล้ว ไม่เอ่ยถึงไร่ชาเก่าแก่ที่อยู่คู่เชียงรายมายาวนาน ก็คงเหมือนขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป เพราะ ตั้งแต่เกิดมาก็ได้ยินชื่อไร่ชาแห่งนี้แล้ว

ไร่ชาฉุยฟงนั้น เป็นของ บริษัท ฉุยฟงที จำกัด ซึ่งป็นผู้ผลิตใบชารายใหญ่ที่สุดใน จังหวัดเชียงราย โดยมีประสบการณ์ยาวนานในการเพาะปลูกชามานานกว่า 40 ปี มีการพัฒนาต่อเนื่องให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำให้กลายเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ไร่ชามีอยู่ด้วยกัน 2 แห่ง คือ อำเภอแม่จัน เชียงราย และบ้านพญาไพร ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง แต่ที่จะพูดถึง คือ ไร่ชาฉุยฟง ที่ อำเภอแม่จัน ไร่ชาแห่นี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ บรรยากาศโดยรอบสีเขียวชะอุ่ม เป็นไร่ชาขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนเนินเขาปลูกลดหลั่นกันเป็นขั้นบันได

ที่นี่ยังมีร้านอาหาร และเครื่องดื่ม เบเกอรี่ ไว้คอยบริการ เมนูยอดนิยม เช่น สปาเก็ตตี้ยูนาน หมั่นโถวชาเขียว ชาเขียวเย็น เค้กชาเขียว นอกจากนี้ที่ไร่ชาฉุยฟงยังสามารถชิมชาและเลือกซื้อชาคุณภาพดีหลากสายพันธุ์ เพื่อเป็นของฝากได้ด้วย

ผู้เขียน ได้ยินชื่อเสียงไร่ชาแห่งนี้มานานแล้ว สมัยก่อน ยังไม่ได้เปิดให้เข้าชมเชิงท่องเที่ยวแบบปัจจุบัน เคยแต่ชิมชาที่มาจากไร่ฉุยฟงเท่านั้นเอง อยากไปเห็นเหลือเกิน แต่ด้วยภารกิจการงานที่วุ่นวาย ทำให้ลืมเรื่องนี้ไปเลย ผ่านมานานมากจนถึงกลางปี 2564 ที่ผู้เขียนได้กลับมาเยือนเชียงรายอีกครั้ง พอเสร็จภารกิจก็ตั้งใจมาเยี่ยมชม ว่าจะยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือขนาดไหน พอมาเยือนจริงๆ ได้แต่ร้องคำเดียวเลย “โอ้โห” มันกว้างใหญ่มากสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว แม้จะเงียบเหงาเพราะโควิด19 ระบาดหนัก แต่ก็เป็นความเงียบ ที่รอวันกลับมาคึกคักเช่นเดิม และต้องยิ่งใหญ่สมบูรณ์แบบมากกว่าที่ผ่านมาอีกเน้อ

Leave a Reply