ทิวเขาสุดลูกตา ของจริงสวยงามมากกว่าภาพถ่าย
พาสาวดอยกลับบ้าน

มาตามคำเรียกร้อง มาดามจูลี่พาเที่ยวรอบนี้ ไปเมืองสามหมอกแม่ฮ่องสอนกันจ้า แม่ฮ่องสอนนั้นเป็นจังหวัดทางภาคเหนือที่โดดเด่นทางด้านภูมิประเทศด้วยภูเขาสลับซับซ้อน สูงใหญ่กับที่ราบลุ่มริมแม่น้ำเป็นส่วนน้อย ทั้งยังมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์เป็นจุดดึงดูดความสนใจให้นักเดินทางทั่วโลกเดินทางมาค้นหายังจังหวัดแห่งนี้ เส้นทางที่ทอดยาวสู่จุดหมายนั้นหาได้ตรงแบบทั่วไปไม่ แต่มีลักษณะโค้งชันขึ้นดอยลงดอยสลับโค้งแบบหักศอก หากไม่มีความชำนาญก็ยากที่จะถึงจุดหมายได้เช่นกัน ถึงขนาดที่ทางจังหวัดนั้นต้องมอบประกาศนียบัตรให้กับนักเดินทางหากเมื่อขับรถไปถึงจุดหมายปลายทางเลยทีเดียว จะเรียกว่าเมืองสามหมอก หรือเมืองพันโค้งก็คงไม่ผิดนักหรอก

ตัวผู้เขียนนั้นเดินทางไปทำงานวิจัยในท้องที่อำเภอในจังหวัดแม่ฮ่องสอนบ่อยครั้ง ทั้งอำเภอปางมะผ้า ปาย ขุนยวม แม่สะเรียง ชินกับการนั่งรถในแม่ฮ่องสอนโดยคนอื่นขับ แบบกินยาแก้เมาและหลับไปเลยตื่นมาอีกที ก็ถึงจุดหมาย

เราเดินทางด้วยรถคันเล็ก ลุยทุกที่

แต่ว่าคราวนี้โจทย์ใหญ่คือ คุณนายแม่ ร่ำร้องอยากไปแอ่วดอยแม่ฮ่องสอน บ่นตลอดว่า แม่มาอยู่เชียงใหม่เป็นปีๆ ไปเที่ยวเชียงใหม่ทุกอำเภอแล้ว อยากไปแม่ฮ่องสอน บ้าง ใครถามแม่ก็บอกยังไม่เคยไป ผู้เขียนก็นิ่งเฉยไม่ตอบรับ จนมาดามจูลี่ลาพักร้อนและรวมวันหยุดราชการมาบ้านเชียงใหม่ คุณนายแม่ก็ยังไม่หยุดอ้อน “แม่อยากไปแม่ฮ่องสอน” “แม่อยากไปแม่ฮ่องสอน” บ่นเป็นแผ่นเสียงตกร่อง คืนนั้นผู้เขียนนอนไม่หลับเลย เพราะกังวลเรื่องรถที่ใช้ตอนนี้ คือรถที่ต้นสังกัดจัดหาให้นั้นเป็นรถเล็ก แบบอิโคคาร์ ใช้ในเมืองเป็นส่วนใหญ่ เอาไงดี จะรอปีใหม่หยุดยาวเอารถใหญ่มาจากบ้านที่ กทม ดีมั้ยน้อ แต่คุณนายแม่ก็บอกปีใหม่รถจะเยอะ คนจะเยอะด้วย แม่ไม่โอเค ไปตอนนี้เถอะ มองหน้าคุณนายแม่กับมาดามจูลี่อีกรอบ ไปกันใช่ไหม โอเคนะ พร้อมนะ ไม่บ่น นะ ไม่ร้องกลับกลางทางแน่นอนใช่ไหม ทุกคนตอบโอเค ผู้เขียนก็ต้องโอเคด้วยเช่นกัน ฮ่า

ออกจากบ้านเกือบ 11 โมงเช้า เพราะลีลาท่ามาก ทั้งไปวัดใส่บาตร กลับมากินข้าวเช้า อ้อยอิ่งร่ำลาสวนผักและต้นไม้ อีกนานโข ได้เวลาล้อหมุน พารถกบน้อยไปแอ่วดอยกัน

สวนสนเหมือนอยู่ที่ฮาร์บินเลย

ผู้เขียนพา สาวน้อยทัวร์ ขับรถโดยใช้เส้นทาง ทางหลวงหมายเลข108 เชียงใหม่-ฮอด ไปแม่ฮ่องสอน แม่สะเรียง แม่ลาน้อย ขุนยวม ไม่ลืมแวะสวนสนบ่อแก้ว อำเภอฮอด ปูเสื่อให้แม่นั่งพักรถพักคนก่อนเดินทางต่อ และตั้งใจจะแวะออบหลวงด้วยแต่เสียดาย ออบหลวงปิดให้บริการ เลยอดจ้า

นาข้าวขั้นบันได แม่ลาน้อย

จุดหมายปลายทางคืนแรกนั้น คือ นาข้าวขั้นบันไดที่อำเภอแม่ลาน้อย และมองหาที่พักไว้ด้วยเลย เพราะระหว่างที่ขับรถกบน้อยขึ้นดอยไปหานาข้าวนั้น ถนนหนทางแย่มาก ถือว่าสาหัสเอาการเลยทีเดียว ทั้งเป็นหลุมเป็นบ่อ ถนนพื้นผิวขรุขระ แต่ก็ดั้นด้นไปถึงจนได้ สงสารรถเหมือนกัน เนะ อิอิ ผลคือลงดอยมา แทบคลานเข้าที่พัก หมดแรงข้าวกล่อง เซเว่น เลยหละ ฮ่า

จุดชมวิวขาขึ้นดอย
นาข้าวขั้นบันได แม่ลาน้อย
ข้าวดอย

เส้นทางขึ้นเขาไปชมนาข้าวขั้นบันได นั้นประมาณ 40 กม.ได้ มองซ้ายขวาเห็นภูเขาแทบทั้งลูกส่วนใหญ่ถากถางตัดต้นไม้หมดแล้ว เพื่อปลูกข้าวโพด ปลูกพืชไร่ เต็มไปหมด คุณนายแม่นั้น ร้องว้าวๆๆอู้ฮู้ ตื่นเต้นตลอดเส้นทาง แต่ผู้เขียนและมาดามจูลี่ ได้แต่เศร้าใจ เกิดคำถามในใจตลอดเวลา ปลูกเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะเผา รวมกันเผามากๆ อีกไม่นานก็จะเกิดควันพิษ พีเอ็ม 2.5 ที่เกิดขึ้นทุกปีนั้นเอง เราจะแก้ไขยังไงดี คงต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ ไม่ให้ปลูกพืชไร่จะได้ไหม? เป็นคำถามที่ไร้คำตอบ และไม่มีใครให้คำตอบได้ด้วยเช่นกัน

ชาวเขาเก่งมากมายถางดอยโล้นทั้งลูกเพื่อปลูกพืช
มองสุดลูกตา
เทศกาลเผาใกล้เริ่มแล้ว
บนถนนเจ้าถิ่นเดินเด่นเป็นสง่า

คืนนั้นหลังลงดอยมาเข้าที่พัก สังเกตุช่วงแวะกินข้าวมื้อเย็นนั้น สถานการณ์การป้องกันการระบาดโควิด19 ในท้องที่แม่ฮ่องสอนเป็นไปอย่างเข้มงวดและขานรับนโยบายรัฐอย่างเข้มแข็ง ทุกคนใส่หน้ากากป้องกัน ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ แต่พอไปกระซิบถามว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขายได้ยัง เจ้าของร้านกลับตอบเสียงดังคนรู้ทั่วทั้งร้านเลยว่า “ยังครับ ขานรับนโยบายหลวงก่อนครับ” สุดยอดจ้า หิ้วกลับโรงแรมก็ได้วะ ฮ่า

เช้ามืดตี5 สาวน้อยลูกทัวร์ของผู้เขียน ปลุกเสียงดังให้ตื่นๆๆ อาบน้ำ ชงกาแฟ เตรียมออกเดินทางได้แล้ว ไปหาอาหารเช้าข้างหน้า จุดหมายปลายทางวันนี้ คือ บ้านรักไทย อันโด่งดัง ว่ากันว่า เป็นลิตเติ้ลไชนิส เชียวนะ

หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว บ้านห้วยปูแกง

คนต่างจังหวัดตื่นตัวมากกว่าคนกรุงอีกเนอะ

ระหว่างทางจะเข้าตัวจังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่นาน ผู้เขียนปากไว “เจอป้ายหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวด้วยแม่” คุณนายแม่ได้ทีเลยอ้อนเหมือนเด็ก “แม่อยากไปๆๆ” “พาไปหน่อยนะ” มองกระจกหลังเชิงถามมาดามจูลี่เอาไงดี “ก็ไปสิ” เปรียบเหมือนเสียงสวรรค์ หันรถกลับทันที เลี้ยวเข้าซอย แต่ขับรถเข้าไปลึกพอสมควร ถนนตลอดเส้นทางสองด้านถูกปกคลุมด้วยหญ้าและต้นไม้ใหญ่ไร้การเหลียวแลจากรัฐ แต่พื้นผิวถนนดีมาก ไม่มีพื้นขรุขระเลย แต่ไม่มีรถสวนไปมาเลยสักคัน นานๆๆจะมีมอไซด์ชาวบ้านผ่านมา เริ่มกลัว เอะมาถูกทางมั้ยน้อ จะไปต่อดีมั้ยนะ อะมากันแล้ว ไปต่อละกัน ขับมาตามป้ายบอกทางเรื่อยๆ หากใช้จีพีเอส นั้นหมดสิทธิ์กันเลยนะ เพราะไม่มีสัญญาณมือถือเลย บอดสนิท

ขับรถมาไกลมาก เจอหลังคาบ้าน หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว ไม่ผิดแน่นอน

รถน้อยลุยแอ่วดอย อึดทนมากมาย
มองจากฝั่งเห็นเรือจอดเรียงราย ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเลย

เกือบ ครึ่ง ชั่วโมงแบบลุ้นระทึก ทุกคนนั่งนิ่งทั้งคัน ในที่สุดก็เจอป้ายยินดีต้อนรับ “หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวห้วยปูแกง” เลี้ยวเข้าจอดรถริมฝั่ง มองเห็นเรือจอดเรียงรายเป็นแถว แม่น้ำที่กั้นหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวอยู่นั้น ไหลเชี่ยวกรากน่ากลัวมาก

มาดามจูลี่สะพายกระเป๋าสวยจนชาวดอยมอง
เรากลัวมาก บอกเลย ฮ่า กลัวจมน้ำ แต่ลุงเจ้าของเรือบอกไม่จมแน่นอน ฮ่า
สะพานมิตรภาพสู่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนความหลากหลายชาติพันธุ์
รั้วบ้านแบบประหยัด ชอบจัง

“ไปกลับบ้านกระเหรี่ยงคอยาว 20 บาทต่อคน” ลุงคนเฝ้าเรือ ร้องบอกดังๆ คุณนายแม่นั้นร้องว้าวๆ แบบดีใจ คิดถึงบ้านเกิดจังเลย สมัยเด็กๆ แม่เคยพายเรือ เคยว่ายน้ำข้ามแม่น้ำแบบนี้แหละ พอเข้าชมในหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวนั้นก็น่าทึ่งหลายจุด ทั้งน้ำกินน้ำใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ บ้านเรือนจัดสรรเป็นระเบียบ ล้วนมาจากการบริจาคจากองค์กรการกุศลระหว่างประเทศ ที่มีผู้นำชุมชนเป็นผู้ประสานงานอีกที แต่เท่าที่เห็นแล้วผู้สนับสนุนหลัก มาจากฝั่งอเมริกาและญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ แม้ความเจริญจะเข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีพของชุมชนแห่งนี้ แต่หลายครอบครัวยังยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมที่มีอยู่อย่างเคร่งครัด

บ้านเรือนเรียบง่ายและสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย
ชาวกระเหรี่ยงอยู่ในชุมชนแบบวิถีดั้งเดิม
ป้ายเชิญชวนมีแทบทุกจุด
สินค้าชุมชน
คนในชุมชนยิ้มแย้มแจ่มใส น่าอุดหนุนดีเนอะ
คุณยายชาวกระเหรี่ยงคอยาวน่ารักมาก ให้ถ่ายรูปเลย ยินดีต้อนรับมาก

บ้านรักไทย

บ้านรักไทย เหมือนอยู่ในจีนเลย ว่ากันว่าจะพักต้องจองกันข้ามปีเลยทีเดียว

หลังจากออกจากหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวแล้ว ผู้เขียนตั้งใจตรงดิ่งไปที่บ้านรักไทยเลย กะว่าจะไปหาบรันซ์(ฺBrunch) คือ อาหารเช้าบวกเที่ยงกินที่นั่น แต่ระหว่างทางนอกจากได้ไข่ต้มคนละใบที่ซื้อมาจากหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวที่ผู้เขียนได้พิเศษสองใบแล้วนั้น ไม่มีอะไรที่คณะสาวน้อยทัวร์จะกินไปได้เลย แถมถ้าไปบ้านรักไทย อาหารขึ้นชื่อที่นั่นคือขาหมูหมั่นโถว ซึ่ง ไม่น่ารอด เลยแวะร้านอาหารปลาพื้นเมืองใกล้แม่น้ำปาย มีอาหารปลาหลากหลายเมนู สั่งกินกันอย่างจุใจ หลังอิ่มหนำ ก็ดี๊ด๊า ไปๆๆ ไปให้ถึงจุดหมายแม่อิ่มแล้ว ไปได้

ตามป้ายบอกทางจากแยกถนนใหญ่ไปหมู่บ้านรักไทย ประมาณ 34 กม. แต่ระยะทางที่ไปนั้น คือขึ้นเขาแบบโค้งชันหักศอก ขึ้นลงๆๆ ไปเกือบตลอดเส้นทาง รถเล็กกบน้อยของผู้เขียน เหมือนจะดับ อึดมากๆๆ ลุ้นกันหายใจไม่ทั่วท้อง จนในที่สุด ก็มาถึงจุดหมายฝนเทกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูลืมตา เรามากับฝนจริงๆ เลย

บ้านรักไทย แม่ฮ่องสอน นั้น เป็น ชุมชนหมู่บ้านชาวจีนยูนนานที่รายล้อมด้วยหุบเขาใหญ่

บ้านรักไทย แห่งนี้ ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เดิมทีในอดีตเคยเป็นที่ตั้งกองกำลังทหารจีน หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม ก๊กมินตั๊ง นั่นเอง ที่นี่อากาศเย็นสบาย ตลอดทั้งปี ยกเว้นในฤดูหนาวนี่แหละ ที่จะหนาวมากเป็นพิเศษ เพราะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,776 เมตรเลยทีเดียว

พื้นที่ของบ้านรักไทยนั้นเหมาะอย่างยิ่งกับการปลูกชาพันธุ์ดี และพืชเมืองหนาวอีกด้วย ที่นี่จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อในเรื่องของ ชา และ ขาหมู่หมั่นโถว จนนักเดินทางทั้งหลายรวมทั้งผู้เขียนต้องหอบสังขาร ผ่านพันกว่าโค้ง เพื่อมาชิมถึงแหล่งแบบนี้ไง!

นอกจากการชิลกับการนั่งจิบชาท่ามกลางอากาศดีๆ แล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมมากมาย ทั้งการเดินป่าศึกษาเส้นทางโดยมัคคุเทศน์น้อยท้องถิ่น การปั่นจักรยานรอบหมู่บ้าน นั่งเรือในทะเลสาบ และยังมีบริการขี่ม้าพาข้ามแดนไป ฝั่งประเทศเมียนมาร์อีกด้วย เพราะตรงนี้คือสุดเขตแดนสยามแล้วนั่นเอง

สำหรับไฮไลท์ของการมาเยือนบ้านรักไทย คือ การได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทย-จีน ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว พร้อมเอกลักษณ์ดั้งเดิมที่แทบมองไม่เห็นกันแล้วในเมืองใหญ่ๆ ทั้งยังมีเกสเฮ้าส์น่ารักๆ ที่ทำมาจากบ้านดินให้เราได้นอนพักเปลี่ยนบรรยากาศกันที่นี่อีกด้วย หากเป็นเทศกาลวันหยุดยาว ต้องจองที่พักล่วงหน้านะ เพราะที่พักมีจำกัด หรือจะนำเต็นท์มากางก็มีจุดบริการอีกด้วย

ขากลับ ผู้เขียน พาสาวน้อยทัวร์กลับเส้นทาง ปางมะผ้า ปาย ไปออกอำเภอแม่แตง เชียงใหม่ กลับบ้านในอำเภอสารภี ด้วยความสุข แม้นจะมีฝนระหว่างการเดินทาง แต่ก็กลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัย แถมยังแวะซื้อสินค้าระหว่างทางที่เจอ ทั้งแตงไทย ข้าวหลามข้าวสาร อาหารแห้ง แม้แต่กระเทียมก็ไม่เว้น ถามคุณนายแม่จะมาอีกมั้ย ตอบแบบไม่คิด คือ “ไม่มาแล้ว” “พอแล้วจ้า” อิอิ

เจ้าถิ่นเยอะมากๆขับรถระมัดระวังน้อ

เส้นทางอำเภอปางมะผ้า มา ปาย นั้น เส้นทางนี้ก็โหดเอาการเหมือนกัน แต่หากใครพอมีเวลาหลายวัน ก็สามารถแวะท่องเที่ยวได้อีกหลายจุด ทั้งห้วยน้ำดัง ปาย และจุดชมวิวธรรมชาติอีกเพียบ แวะกางเต็นท์นอนสูดอากาศดีๆ ให้เต็มปอด สัมผัสอากาศหนาวเย็น ชาร์ตแบตพลังงานในร่างกายให้เพียงพอก่อนกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตปกติกัน

แต่สิ่งที่ทำให้หงุดหงิดใจระหว่างการเดินทางของ สว สูงวัย คือ ห้องน้ำ แม้ว่าจะมีป้ายบอกระหว่างทางว่าห้องน้ำสะอาดของกรมทางหลวง บางแห่งเพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ แต่ พอเข้าไปใช้จริง ส้วมสกปรก ไม่มีน้ำ ขยะเละเน่าเหม็น ขัดใจคนเดินทางจริงๆ ทำไมนะสิ่งที่รัฐบาลตั้งใจใส่ในแผนพัฒนาเพื่อทำให้เกิดผลดี เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งยังไปดูงานมาจากหลายประเทศ แต่ในระดับปฏิบัติการกลับทำให้พอแล้วๆ ผลที่ได้หลังการได้รับงบประมาณมาคือความไม่ใส่ใจ และคนไทยส่วนใหญ่ไร้จิตสำนึก ไม่เห็นคุณค่า ไม่ร่วมมือกันรักษา ทำลายสิ่งที่มี สิ่งที่ได้มา จึงทำให้เสน่ห์ของการเดินทางท่องเที่ยวนั้นลดน้อยลงอย่างน่าเสียดาย

ท้ายสุดแล้ว ผู้เขียนขอขอบคุณ ทีมสาวน้อยทัวร์ โดยเฉพาะมาดามจูลี่นั้นมีส่วนสำคัญในการเดินทางมากมาย โดยทริปนี้เราขับรถกันเป็นวงกลม ระยะทางรวมเกือบ 700 กิโลเมตร ถนนทั้งเส้นลักษณะขึ้นลงดอยหักศอกโค้งชัน ต้องใช้ทักษะขั้นสูงมากในการขับรถ แต่เกือบทั้งทริปนั้น มาดามจูลี่เป็นคนขับรถโดยมีผู้เขียน นอนเมารถอยู่เบาะหลังกลิ้งไปมาตามแรงเหวี่ยงโค้งถนน พอถึงทางราบ คุณนายแม่บอกว่า มาเปลี่ยนกันขับเลย รอดตายแล้ว ฮ่า

Leave a Reply