ชีวิตคนเมือง หันไปทางไหนก็มีแต่ตึก มีแต่คน จะหาพื้นที่ว่างๆ โล่งๆ และสีเขียวๆ ให้มันชุ่มฉ่ำหัวใจนี่แทบไม่มี ทำไมทุกวันนี้คนถึงโหยหาธรรมชาติกันนัก ? ทั้งที่เมื่อก่อน ทุกคนพยายามทำบ้านของเราและความเป็นอยู่ของเราให้มันดูทันสมัยที่สุด ดีที่สุด สุดท้ายเมื่อเราพยายามกับชีวิตแบบนั้น……จนเรา…..เหนื่อย …..เราจะโหยหาความธรรมดาที่สุดในชีวิตกลับคืนมา….จนบ่อยครั้งที่เรารู้สึกว่า…ขอได้ไหมธรรมชาติแบบนี้…ขอสักที่ที่กินอยู่ง่ายๆ ก็พอ…ขอสักมุมให้ได้ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปตามกาลเวลา และผ่านไปอย่างช้าๆ ที่ไหนก็ได้…ที่จะทำให้รู้สึกแบบนี้….ใจพลันนึกถึง อำเภอหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่สมัยเรียน เคยไปทำกิจกรรมที่ โรงเรียนแม่สะเรียง”บริพัตรศึกษา” ชวนเพื่อนร่วมทาง ไปกันมั้ย…….คำตอบ คือ ไปๆๆ เตรียมเดินทางกันเลย….

ทุ่งนาข้าวที่เกี่ยวแล้ว

เมื่อชีวิตถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางอีกครั้ง ผู้เขียนจึงพาความรู้สึกเหล่านี้ยัดลงกระเป๋าและพามันไปปลดปล่อยที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่นี่เป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่รู้สึกว่า หมุนไปตามโลกช้าที่สุด ไม่ว่าจะด้วยระยะทาง หรือความห่างไกล หรืออะไรก็แล้วแต่ ทั้งวิถีชีวิตและสิ่งต่างๆ กลับเลือกที่จะ เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล แทนการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อาจจะมีบ้างบางที่ที่วันนี้กลายเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว แล้วเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แต่ถ้าคุณชอบอะไรเดิมๆ และเรียบง่ายที่สุด… แม่สะเรียง คือ สิ่งที่บอกเลยว่า ใช่ และต้องพาใจออกมาสัมผัส…

ผู้เขียน เดินทาง โดยรถยนต์ ตั้งใจว่าจะขับกันไปเรื่อยๆๆๆ ปลายทางคือ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เราขับตาม จีพีเอส โดยตั้งใจว่า จะใช้เส้นทางสายซุปเปอไฮเวย์ โดยเริ่มจากกรุงเทพฯ เข้านครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก ลำปาง เชียงใหม่ และเลือกที่จะค้าง เชียงใหม่ 1 คืน ดื่มด่ำกับเมืองที่เรียกว่า “บ้าน” อีกหลัง แล้วค่อยออกเดินทางต่อ

จากเชียงใหม่เราออกเดินทางเช้ามืด แวะซื้อกาแฟ แล้วรถขับไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 108 ผ่านอำเภอจอมทอง แวะ นมัสการพระธาตุศรีจอมทอง พระธาตุประจำปีชวด ก่อน

จากนั้นผู้เขียนขับรถเดินทางต่อ ไปยัง อำเภอฮอด แวะชม ออบหลวง ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ จากฮอด ไปแม่สะเรียงจะผ่าน สวนสนบ่อแก้ว แปลงปลูกสน ขนาดใหญ่ มีทัศนียภาพที่สวยงาม มีจุดบริการกางเต็นท์ สำหรับคนที่สนใจ….

สวนสนบ่อแก้ว

สามารถแวะถ่ายรูป หรือแวะพักรถได้ จากสวนสนบ่อแก้ว ไปแม่สะเรียง เส้นทางนี้จะเริ่มวกวน คดเคี้ยวขึ้นเขา ….เรื่อยไปจนถึงดอยแม่เหาะ ที่ดอกบัวตอง บานสะพรั่ง สวยงามตาทั้งสองฝั่งฟากถนน

ฤดูดอกบัวตองบาน ประมาณเดือน พฤศจิกายน เลยจากดอยแม่เหาะไปไม่ไกล ก็จะถึงอำเภอแม่สะเรียง เป็นอำเภอใหญ่ มีวัดที่สวยงาม ศิลปะแบบไทยใหญ่หลายแห่ง เพราะเป็นอำเภอใหญ่จึงมีที่พักหลายแห่งให้เลือกพัก ทั้งโรงแรมและโฮมสเตย์ ถ้าหากขับเลยเขาคดเคี้ยวไป อีกประมาณ 12 กม.ก็จะถึงตัวจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ร้านกาแฟลุ่มเวียง แม่สะเรียง

ถ้าจะบอกว่าจังหวัดไหนที่โคตรธรรมชาติที่สุด เขียวที่สุด และมีโอกาสมาได้ยากที่สุด ก็คงต้องบอกว่าคือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน นี่แหละ เป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องระยะทางค่อนข้างจะไกลมาก และเส้นทางคือมีแต่ป่าเขา และโค้งอีกนับพัน

การที่ตั้งใจเข้ามา ชื่นชมความงามของธรรมชาติและวิถีชีวิตคนเมืองดั้งเดิม มันคือความเต็มใจ อย่างที่สุด

เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองแม่สะเรียงแล้ว สิ่งแรกที่รู้สึกคือ ดีใจ๊ดีใจ ถึงเป้าหมายแล้ววว ขับรถกันสู้ตายมาก ฮ่าๆๆ เพื่อนร่วมทริป ก็ สู้ตายเหมือนกัน คงแอบบ่นในใจ ไม่น่ามาเล้ยยย ฮ่าาๆๆ

เมื่อมาถึงแล้ว ก็รีบมุ่งหน้าไปที่พักกันเลย ผู้เขียนจองที่พักนี้ผ่าน Traveloka เอาไว้ ราคาคืนละ 600 กว่าบาท ชื่อ โรงแรมริเวอร์ เฮ้าส์ แม่สะเรียง

ซึ่งปกติแล้วทาง Traveloka นั้นก็จะมีโปรโมชั่นอยู่เรื่อยๆ ผู้เขียนเลยคลิกเข้าไป ก็เจอส่วนลดสำหรับการจองที่พักภายในประเทศอยู่ด้วย ใส่ code ลงไป นั่นไง! ได้ลดไปอีก 300 บาท…รวมๆแล้วก็จ่ายไป 1000 ตกคืนละ 500 บาทเอ๊งงง ราคานี้พร้อมอาหารเช้า แถมห้องยังวิวแม่น้ำ ห้องแอร์ บรรยากาศเป็นไม้ๆ ฟีลลิ่งมันด้ายยยย ความ slow life จะมาแน่นอน

ที่โรงแรมริเวอร์เฮ้าส์แม่สะเรียง จะเป็นที่พักที่เป็นไม้ทั้งหลัง บอกเลยว่าสวยมากกก ให้ความรู้สึกเหมือนเราอยู่บ้านตัวเอง เป็นที่พักเล็กๆ ที่อบอุ่นมาก เจ้าของ พนักงาน เป็นกันเอง แถมอยู่ติดริมแม่น้ำเลยด้วย โลเคชั่นดีมาก

มาแล้วก็จอดรองเท้าไว้ด้านล่างให้เรียบร้อยนะ บอกแล้วว่าที่นี่คืออารมณ์เหมือนบ้าน ปกติเราก็ไม่ใส่รองเท้าขึ้นบ้านกันหรอกใช่ม้ายย ก็จอดไว้ตรงนี้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วเดินเอาเท้าค่อยๆสัมผัสไม้ขึ้นไป มันรู้สึกดีจริงๆ ถึงห้องกันเเล้ว เปิดเข้ามาคือตื่นเต้นมาก เป็นห้องไม้ ตัดกับที่นอนสีขาว ดูอบอุ่น ดูสบายตา มีระเบียงด้านนอก ให้ชมวิว ชมแม่น้ำ ผู้เขียนมาฤดูหนาว ก็เปิดระเบียงออกไปสัมผัสหมอกด้านนอกได้เลย

แม่น้ำที่ติดกับบ้านพักคือ แม่น้ำยวม  คิดดูว่าเช้าๆ เปิดประตูออกมา ยืนจิบกาแฟ มองวิวที่ระเบียง มันฟินมาก

ตกกลางคืนที่นี่ก็จะมีถนนคนเดินให้ได้เดินเล่นหาของกินกัน แต่จะมีเฉพาะบางวันนะ แล้วก็ย้ายที่ไปตลอดด้วย เท่ไปอีก ทำให้ได้เปลี่ยนบรรยากาศตลาดไปในตัว

เมื่อร่างกายนั้นหิวโซ ก็ต้องพาร่างไปหาร้านอาหารกันสักหน่อย เย็นนั้นเรากินข้าวกันที่ร้านเก่าแก่ชื่อร้านบ้านไม้แดง ได้อารมณ์เหมือนสมัยก่อนในอำเภอต่างจังหวัด ที่มีร้านอาหารร้านเดียวทั้งอำเภอและทุกคนต้องรู้จัก กินเสร็จมันก็ยังไม่ค่ำมืด ผู้เขียนกับเพื่อนร่วมทริปเลยต้องหาที่นั่งจิบน้ำเก๊กฮวย น้ำองุ่นซะหน่อย สรุปเลือก แม่สะเรียงบาร์ เป็นที่ ที่เหมาะสำหรับคนที่อยากมา hang out เบาๆ สไตล์ slow life ฟังเพลงชิล อิ่มใจไปกับบรรยากาศเรื่อยๆ แต่จริงๆแล้วที่แม่สะเรียงบาร์เองก็เป็นร้านอาหารอีกร้านหนึ่ง ที่มีรสชาติดีและไม่แพง

ตอนกลางคืนที่แม่สะเรียงนี้จะคึกคักเป็นโซนๆไป อารมณ์เหมือนเมืองในต่างจังหวัดทั่วไป แถวไหนมีร้านค้า ร้านข้าวก็คึกคักหน่อย แต่ถ้าตรงไหนเป็นแหล่งบ้านพักอาศัยก็จะนอนกันไว เงียบสงบ

บางทีนั่งนิ่งๆๆ ก็ได้พักแล้ว

วิถีชีวิตชาวแม่สะเรียง ยังคงเป็นอะไรที่เดิมๆ และเรียบง่าย ยังคงมีภาพของพระที่เดินบิณฑบาตร และชาวบ้านที่ตื่นเเต่เช้า ออกมารอทำบุญตักบาตรกัน เป็นภาพที่เห็นทีไรก็รู้สึกดีบอกไม่ถูก ผู้เขียน ตื่นมาใส่บาตร และ เดินตลาดเช้า จิบกาแฟไข่ลวก ที่ตลาด มันคือชีวิตที่มีความสุข นะ……

ที่นี่มีของกิน ผักสด อาหาร แล้วก็ขนมขายเยอะมากๆ แต่สิ่งที่มีขายเยอะมากที่สุด น่าจะเป็น ขนมข้าวเหนียวสังขยาและปลาแห้ง สงสัยคนเเม่สะเรียงจะนิยมกินเป็นอาหารยามเช้ากันแน่ๆ ผู้เขียนเห็นแล้วก็อดใจไม่ได้ จัดมาสัก 3 ห่อ ห่อละสิบบาทเองงง ไส้เยอะ อร่อยด้วย

ก๋วยเตี๋ยวไกลโพ้นทะเล ชามทะเลจะแพงหน่อย(เพื่อนร่วมทริปไม่กินสัตว์ใหญ่)

ช่วงสายหน่อย เราลัดเลาะถ่ายรูปไปตามวัดวา แล้วแวะร้านกาแฟลุ่มเวียง แม่สะเรียง…ร้านจะเป็นสไตล์ loft ดูดิบๆหน่อย ตัดกับความเป็นไม้ และโทนสีเขียวของต้นไม้ที่ทำให้ร้านดูร่มรื่น
นั่งจิบกาแฟ พูดคุย และเขียนบันทึกกันเงียบๆๆ ใช้เวลาที่นั่นค่อนข้างนาน ได้พักจริงๆๆ หายใจโล่ง ช่วงที่เราไป เป็นหน้าหนาว ข้าวที่นาข้างๆๆ เกี่ยวเสร็จแล้ว เห็นแต่ตอเฟือง ไว้มีโอกาสจะไปเยือนหน้าฝนกันบ้างดีกว่า….อยากเห็นนาข้าวสวยๆเขียวๆๆ

ไปตอนเกี่ยวข้าวเสร็จก็ไม่เห็นนาข้าวสีเขียว

คนส่วนใหญ่นิยมเที่ยวแม่ฮ่องสอนแค่หัวปีท้ายปี สิ่งที่ได้คือความหนาว และหมอกยามเช้า แต่สิ่งที่จะไม่มีโอกาสได้เห็น คือความเขียวและอุดมสมบูรณ์ของทุ่งนาและต้นไม้ใบหญ้า…

ช่วงเวลาที่ควรจะมาคือช่วง สิงหา-ตุลานี่แหละ ทุ่งนากำลังสวยมาก มาไวก็เห็นทุ่งนาสีเขียว มาช้าหน่อยก็เห็นทุ่งนาสีทอง แต่ถ้ามาช้ากว่านี้…คือเห็นแต่ดินและตอเฟืองแบบที่เราเห็น ฮ่า

พระธาตุสี่จอม

ทุกที่ในเมืองไทย ล้วนแล้วเเต่มีศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง เมื่อมีโอกาสได้ไปแล้ว เราก็ควรจะต้องแวะไปชมกันสักหน่อย

พระธาตุสี่จอมนั้น จะมีด้วยกัน 4 ที่คือ :

พระธาตุจอมทอง,พระธาตุจอมแจ้ง,พระธาตุจอมมอญ,พระธาตุจอมกิตติ

ซึ่งแต่ละจุดก็จะอยู่ใกล้ๆกัน สามารถขับวนเป็นวงกลมรอบเมืองแล้วแวะแต่ละที่ๆได้เลย และด้วยความที่พระธาตุเหล่านี้จะอยู่บนเขา ขึ้นไปก็สามารถชมวิวเมืองแม่สะเรียงมุมสูงได้ด้วย มองไปทางไหนก็มีแต่ทุ่งนา มีแต่ป่ามีแต่เขา หากท่านใดมาเยือนแม่สะเรียงก็อย่าลืมแวะ ไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง ด้วยนะ จะได้มาถึงบ้านเมืองนี้อย่างแท้จริง

บทส่งท้าย จากตัวเมืองแม่สะเรียง ไปแม่ลาน้อย และแม่ฮ่องสอน ไม่ไกลมาก แต่หนทางคดเคี้ยว ผู้เขียนปรึกษากันกับเพื่อนร่วมทริป เราวกกลับทางเดิม แล้วไปโผล่ลำปาง หาทางไปสุโขทัยให้ถึงจะดีกว่า เพราะอยากไปเที่ยวศรีสัชนาลัย….และเมืองเก่ามรดกโลก สุโขทัย ….ไว้โอกาสหน้า คงได้เยือนแม่ฮ่องสอนคิดว่าจะเลือกใช้ทาง ปายและปางมะผ้า น่าจะดีกว่า เดี๋ยวต้องหาอาสาสมัครหน่วยกล้า จะมีมั้ยหนา?

วัดพิพัฒมงคล อ.ทุ่งเสลี่ยม สุโขทัย
หลวงพ่อทันใจ วัดพิพัฒมงคล อ.ทุ่งเสลี่ยม

มีวัดที่น่าสนใจระหว่างเส้นทางลำปางไปสุโขทัย ด้วยเพราะใช้ จีพีเอสนำทาง เลยได้ไปเส้นทางลัด ผ่านอำเภอทุ่งเสลี่ยม สุโขทัย มีวัดหนึ่งสวยงามมาก ผู้เขียนเลยแวะ ทราบข้อมูลว่า ชื่อ วัดพิพัฒมงคล สถาปัตยกรรมแบบพม่า มีหลวงพ่อทันใจ ประดิษฐานอยู่สวยงาม จริงๆ บุญรักษาพระคุ้มครองทุกคนค่ะ

Leave a Reply