ห่างหายไปนานมาก เนื่องจากผู้เขียนมีภารกิจล้นหลาม ถูกจิกกัดตามงานทั้งงานเขียน งานประจำ งานอื่นๆ ยิบย่อยยุ่งเหยิงเป็นหนวดตาแป๊ะ ทั้งยังต้องเตรียมการเดินทางกลับไปถิ่นพำนักที่อยู่ต่างประเทศ วุ่นจนสติหลุด แต่ก็ยังมีเหตุให้จิตตก และท้อแท้หมดกำลังใจ ไม่อยากทำอะไรเลย คิดวนเวียนไปมาทำไมเราต้องเจอสภาพแบบนี้ เจอเรื่องทุกข์ร้อนและมีอุปสรรค อยู่ร่ำไป พอได้สงบจิตนั่งนิ่งๆ ระหว่างพักรักษาตัว ก็ทบทวนเรื่องราวความเชื่อ พลังแห่งศรัทธา ไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลัง ไปจนถึงเรื่องดวงชะตา ราศรี หรือ ที่เรียกกันโดยรวมว่า “สายมูเตลู” นั่นแหละ

วัดติโลกยาราม วัดกลางกว๊านพะเยา ต้องนั่งเรือไป
วัดกลางกว๊านพะเยา
พระประธานที่เหลือตั้งโดดเด่นเป็นสง่า

“สายมูเตลู” หรือที่ชอบเรียกรวมกันสั้นๆว่า สายมู นั้น อยู่คู่ครอบครัวสังคมไทยมาช้านาน ตั้งแต่สมัยก่อน เมื่อออกศึก ออกรบ ต้องมีโหร ทำนาย จับยามสามตา ดูฤกษ์ ดูชัย คนไทยรุ่นใหม่ๆก็ยังได้รับอิทธิพลความเชื่อนี้มาจาก คนรุ่นเก่าก่อน รวมถึงความเชื่อส่วนบุคคล จนกลายเป็นกระแสโด่งดังติดเทรนด์ ในช่วงหลายปีมานี้

ผู้เขียน มักจะโดนถามว่า เชื่อหรอ? ก็เชื่อบ้าง ค่อนไปทางไม่เชื่อเสียมากกว่า มักจะรั้นและชอบลองดี และค้านในใจตัวเองอยู่บ่อยๆ แต่ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาสี่ห้าปีหลังนี้ ได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว มากกว่าเดิม จึงได้ซึมซับและรับพลังความเชื่อ ศรัทธา เพิ่มขึ้น แม้จะถามตัวเอง ตลอดเวลา ว่า ทำไป “ทำไม?”

วัดศรีโคมคำ หรือ วัดพระเจ้าตนหลวง วัดคู่บ้านคู่เมืองพะเยา
วัดศรีโคมคำ หรือ วัดพระเจ้าตนหลวง วัดคู่บ้านคู่เมืองพะเยา
วัดศรีโคมคำ หรือ วัดพระเจ้าตนหลวง วัดคู่บ้านคู่เมืองพะเยา มีพระประธานพระเจ้าตนหลวงสวยงามเป็นสง่า หากมาพะเยาไม่ควรพลาด

ทำแล้ว ดีอย่างไร? ทำไม? ถึง ยังต้องทำแบบนี้ คำถามมีขึ้นบ่อยๆ แต่ก็ไม่แสดงออกมาให้โดนบ่น! หรอกนะ ฮ่าๆ

ทุกครั้งที่มีเวลา ครอบครัวมักจะหาโอกาสให้พาไปไหว้พระวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดต่างๆ เพื่อรับพลังศักสิทธิ์ พลังคุณความดี และพลังชีวิต เพื่อเติมกำลังใจ ต่อทุนในการดำเนินชีวิต ในฐานะชาวพุทธที่ดี ที่ยึดมั่นในศาสนา

จารึกโบราณภาษาล้านนา

ตัวผู้เขียนนั้น อาจเป็นแค่ชาวพุทธ ในทะเบียนบ้านมากกว่า โดยทำตามทุกอย่างที่ครอบครัวบอก ทำพอให้แล้วๆ พอให้จบๆ ไป เดี๋ยวอีกไม่นานก็กลับไปใช้ชีวิต ตามลำพังแล้วหละ ไม่เป็นไร ไม่บาป หรอกมั้ง

แต่ใครจะรู้ ชีวิตบนโลกนี้ อยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่แห่งนี้ มีสิ่งที่มองไม่เห็น มีพลังเหนือธรรมชาติ ที่มนุษย์เดินดินอย่างเราๆทั้งหลาย ยากจะคาดเดา

ช่วงต้นปีใหม่ ผู้เขียน โดนทำนายทายทัก จากพระอาจารย์ เจ้าอาวาสวัดดังแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ว่า “ชีวิตเอ็งนี่ตลกร้าย นะ ทำอะไร มักมีอุปสรรคมากกว่าทุกคน อยากกลับนักหรอ ญี่ปุ่นหนะ รอก่อนนะ ไม่ถึงเดือน 6 ไม่ได้กลับหรอก ถึงแม้ประเทศนั้นจะให้เดินทางได้ แต่เอ็งก็จะมีเหตุให้ยังไม่ได้เดินทางอยู่ดี” ตอนนั้นจำได้ว่า งอนท่านอยู่นะ กลับจากวัดมาบ้าน แม่ก็ยังบอกว่า อยู่ก่อน หลังสงกรานต์ค่อยเดินทาง เราก็ ร้อนรน อยากกลับ ไม่เชื่อ เราเชื่อตัวเอง ทำไมจะกลับไม่ได้ เรามีเอกสารพร้อมเดินทาง ประเทศปลายทางก็เปิดแล้ว ไม่มีเหตุผลอันใดเลยจะเดินทางกลับไม่ได้

ริมกว๊านพะเยา ดอกคูณสวยงามจริงๆ

หลังจากจัดการเอกสารทุกอย่างเรียบร้อย จองตั๋ว ตรวจสุขภาพ ผลโควิดทุกอย่างก็ผ่าน จิตใจดี๊ด๊า ตื่นเต้น เกินเหตุ ร่ำลาทุกคนที่ใกล้ชิด แม้แต่ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำก็บอกแบบอารมณ์ดี เราจะกลับแล้วนะ ตอนนั้นใจอยู่เกียวโตแล้ว คิดถึงที่ทำงาน คิดถึงลูกศิษย์ คิดถึงโต๊ะทำงาน คิดถึงบ้านที่โน่น มันอิ่มเอม จนล้น มีความสุขจัง

ช่วงเย็นก่อนวันเดินทาง ขณะจัดกระเป๋า เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ขณะเดินไปมาระหว่างเก็บของใส่กระเป๋า และของที่ไม่เอาไปด้วยใส่กล่องไว้ เผื่อกลับมาจะได้ใช้อีก เจอยุงกลุ่มหนึ่ง บินว่อนไปมา ในใจคิดเดี๋ยวเถอะๆๆ เก็บของเสร็จ จะตบให้ตายคามือ แล้วไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ วิ่งไล่ตบยุง เท้าซ้ายก้าวเข้าไปเหยียบในตระกร้าผ้าว่างเปล่าที่วางแถวนั้น ไถลลื่นไปแค่นิดเดียว เสียงข้อเท้าดังแคว๊ก ก้มมองข้อเท้า “เฮ้ย ข้อเท้า เด้งออกมาจากข้อ” ค่อยๆ นั่งลง ตายแหละ เท้าบวมไวมาก ในใจตอนนั้นบอกตัวเองว่า “ไม่ได้เดินทางแล้ว ขาหัก ป่าววะ?” มือไม้สั่นร้องเรียกแม่ดังลั่น “แม่ๆๆ ขาหักๆๆ”

พอตั้งสติได้ เรียกญาติผู้ใหญ่ที่เคารพพานำส่งโรงพยาบาล ไปห้องฉุกเฉิน นาทีนั้น เหมือนคนบ้า จะให้หมอเข้าเฝือกแล้วออกใบรับรอง จะบินกลับให้ได้ จองตั๋ว ทุกอย่างพร้อมแล้ว หมอช่วยหน่อยเถอะ งานรออยู่ เราทิ้งทุกอย่างไม่ได้ เราจะกลับ นะๆๆขอร้องหมอ อ้อนวอนเหมือนคนบ้า

หมอมองหน้า ด้วยอาการเหนื่อยหน่าย “รู้มั้ย อาการมันหนักมากนะ ผลเอ็กซเรย์ กระดูกข้อเท้าแตก แตกแบบละเอียด หมอให้ไปไม่ได้ แอดมิตเถอะ เราต้องผ่าตัด!” ห๊า “หมอจะผ่าตัด” ยิ่งโวยวายใหญ่ จะบินกลับให้ได้

หมอคงรำคาญ จัดการแอตมิต ฉีดยาแก้ปวด ให้ยานอนหลับ ตื่นมาอีกที มองเห็นตัวเอง ขาเข้าเฝือกนอนที่เตียงของโรงพยาบาล และขณะนั้นเลยกำหนดเวลาเครื่องบินออกไปแล้ว สรุปคือ ได้ทิ้งตั๋วเครื่องบินทุกไฟล์ทไปแล้วนั่นเอง

พอทุกอย่างสงบ มานั่งไตร่ตรอง มันยังไม่ถึงเวลาของเราจริงๆใช่ไหม ได้แต่นั่งนิ่งๆ ยกขา ไม่ต้องทำอะไร เพราะน้ำหนักตัวที่เยอะเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว รู้สึกขอบคุณครอบครัวอย่างสุดซึ้งที่อยู่ข้างๆคอยดูแล แม้จะดุไปนิด ฮ่าๆ

เหตุที่เกิดขึ้น ทำให้ได้คิดว่า เราต้องปล่อยวาง และเชื่อบ้างในสิ่งที่ธรรมชาติ จักรวาลที่มีอยู่ที่เรามองไม่เห็น ให้รู้จักคำว่ารอ เมื่อถึงเวลา และฟังคำผู้ใหญ่ทักท้วง ส่วนเรื่องมูเตลู เพื่อความสบายใจหากไม่กระทบกับชีวิตมากเกินไป จะเชื่อและศรัทธาบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

พลันนึกถึง คำเทศนา ของเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่ได้โปรดชี้ธรรมไว้ในนิมิต หลังจากที่ล่วงลับไปแล้ว เมื่อ100 กว่าปี อันเป็นปฐมเหตุที่ต้องสร้างความดี อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

“บุญเราไม่เคยสร้างใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า

ลูกเอ๋ย ก่อนจะไปเที่ยวขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอ จึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัวเมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง…

จงจำไว้นะ… เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้… ครั้นถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดิน ก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดินเมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า…

สายมูเตลู คือ ความเชื่อและพลังศรัทธาส่วนบุคคล ไม่อาจอ้างอิง หรือชักจูงได้ ล้วนแล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคล จริงๆ

ถ่ายภาพหน่อยเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง
วิถีชีวิตหาปลาในกว๊านพะเยา
ชาวบ้านเลี้ยงปลาในกระชัง
หลังไหว้ของพระสายมูแบบเราคาดหวังจะได้กินปลาน้ำจืดที่กว๊านพะเยา แต่ว่าสิ่งที่เจอคือปลานิลเลี้ยงในกระชัง จบข่าว ฮ่า

วันนี้ขณะที่เขียนบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนเขียนระหว่างรอเดินทางไปสนามบิน เพื่อบินกลับเกียวโต ไฟล์ทเที่ยงคืน เป็นบทความส่งท้ายที่อยู่ในประเทศไทย ก่อนลาจากบ้านเกิดเมืองนอนกลับไปใช้ชีวิตเดิมๆ ไกลบ้าน ไกลครอบครัว แต่สิ่งที่คอยเตือนเสมอ คือ ความไม่ประมาท เตือนตนให้มีสติ และระมัดระวังในการใช้ชีวิต จะทำอะไรนึกถึงครอบครัวให้มาก ขอบคุณพิเศษจริงๆ อีกครั้งสำหรับครอบครัวที่อยู่เคียงข้าง คอยดูแลตลอดเวลาที่เจ็บป่วย อบอุ่นทุกครั้งที่มีกันและกัน เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาด้วยกันจะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจยามอยู่ไกลกัน คิดถึงสิ่งดีๆ อีกไม่นานก็กลับมาพบกันใหม่อีก

บทความถัดไปเจอกันที่เกียวโต ผู้เขียนจะลงเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่นให้ผู้อ่านได้คลายคิดถึงญี่ปุ่นกันจ้า ซาโยนาระ!!!!

Leave a Reply