ทริปนี้ผู้เขียน บินตามมาดามจูลี่ไปญี่ปุ่น ไปแบบเซอร์ไพรส์ เพราะรู้แผนการเดินทางว่า เค้าอยู่โตเกียว และเสร็จงานวันไหน พอไปถึงโตเกียวบ่ายวันนั้น มาดามจูลี่และเพื่อนร่วมทริปบอกว่า เฮ้ยโชคดีมากมายที่มาวันนี้ เพราะพรุ่งนี้เช้าเราจะไป Nikko กัน นั่งรถไฟใช้ JR Pass ไปเช้า เย็นก็กลับ อ้าว เชรี่ยแล้ว …. ทำไงดี ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเลย เดินเข้าไปสถานีรถไฟโตเกียว สถานีหลักใหญ่โตมาก ตรงประตูทางเข้าเมนหลัก มี เค้าเตอร์ทัวร์ขายทุกการเดินทาง เราเลือก JR Pass แบบไปกลับ ราคา 11,160 เยน…..จัดการซื้อเลยจร้า รูดบัตรเครดิตรัวๆๆ กลับมาใช้หนี้หัวโตกันเลยทีเดียว ….ปะได้ตั๋ว กลับ โรงแรม พรุ่งนี้จะได้ไม่ตกรถไฟไป Nikko ฮ่าาาาา

การเดินทางจากสถานีรถไฟ โตเกียว(Tokyo Station)

ผู้เขียนนั่งรถไฟความเร็วสูง ชินคันเซน สาย JR Tohoku นั่งจากสถานี Tokyo ไปลงที่สถานี อุทสุโนมิยะ(Utsunomiya) แล้วเปลี่ยนเป็นรถไฟสาย JR Nikko ใช้เวลา หนึ่งชั่วโมงครึ่ง เที่ยวเดียวราคา 5,580 เยน แต่สามารถใช้ได้กับบัตร JR Pass, JR East Pass และ JR Kanto Area Pass รถวิ่งค่อยข้างถี่ มีชั่วโมงละหลายรอบ

เริ่มต้นออกเดินทางแต่เช้าตรู่(หรอ) รถออก 09.15 น.นั่งชินคันเซ็นจากสถานีโตเกียว(Tokyo) ไปลงที่สถานี อุทสุโนมิยะ(Utsunomiya) รถไฟออกตรงเวลาดีมาก สำหรับใครที่ยังไม่ได้รับอาหารเช้าควรมีเบนโต๊ะ หรือข้าวปั้นติดมือไป พร้อมขวดเครื่องดื่ม เนื่องจากระยะทางจากสถานีโตเกียว(Tokyo) ไป อุทสุโนมิยะ(Utsunomiya) ประมาณ 1ชั่วโมงครึ่ง ช่วยประทังไม่ให้หิวมาก จนเกินไป ไม่งั้นจะมีแดรกหัวกันเกิดขึ้น อิอิ

ชินคันเซน สถานีโตเกียว

ถึงสถานีอุทสุโนมิยะ(Utsunomiya) เวลา 9.58 น. และเปลี่ยนไปใช้สาย JR Nikko ที่สถานีนี้ ใช้เวลารอรถไฟ 40 นาที ออกจากสถานีอุทสุโนมิยะ(Utsunomiya) เวลา 10.38 น. นั่งรถไฟ JR Nikko line อีก 44 นาที รถไฟญี่ปุ่น เวลาแป๊ะมาก ตรงเวลาสุดๆ ไม่ขาดไม่เกิน ถึงสถานีนิกโก (Nikko) 11.22 น.

การเดินทางในNikko World Heritage

พอมาถึงสถานีJR Nikko ให้เดินไปทางขวามือเรื่อยๆๆ ประมาณ 500 เมตร ให้ถึงสถานี Tobu-Nikko จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว รวมทั้งขายตั๋วรถ ขายทัวร์ ทุกสิ่งอย่าง ที่ขายตั๋ว One day pass ของรถเมล์ World Heritage bus จะอยู่ที่สถานีรถไฟ Tobu Nikko นี้ เป็นสถานีที่อยู่ใกล้ๆ กับสถานี JR Nikko มองเห็นหลังคาสถานีกันและกันว่างั้นเถอะ

รถเมล์สาย World Heritage bus (รถสีแดง) จะวิ่งวนในเส้นทางมรดกโลก แต่ถ้าต้องการจะออกไปไกลที่ทะเลสาบซูเซ็นจิ, น้ำตกเคง่อนต้องนั่งรถ Tobu bus

รถเมล์สาย World Heritage bus จะจอดที่ป้ายรถเมล์หน้าสถานี JR Nikko และสถานี Tobu-Nikko ไม่ว่าจะเดินทางมาด้วยรถไฟสายไหนก็ขึ้นรถเมล์ World Heritage bus ได้สะดวก

เนื่องจากว่าค่าโดยสารของ World Heritage bus เริ่มต้นที่ประมาณ 250 เยน ส่วนบัตรโดยสารแบบ One day pass ราคา 500 เยน ในกรณีนี้บัตร One day pass คุ้มกว่าแน่นอนดังนั้นเราจะต้องไปซื้อ One day pass ก่อนขึ้นรถ พอได้ตั๋ว ก็เริ่มออกเดินทางกันเลย

จุดลงรถหมายเลข7 บริเวณลานด้านหน้าสะพานชินเคียว

ผู้เขียนและผู้ติดตาม…เดินออกมาหาป้าย 2C ซึ่งอยู่ฝั่งเดียวกับสถานี Tobu Nikko ที่จะไปพื้นที่ Nikko World Heritage ดูแผนที่แล้ว ตั้งใจจะลงป้ายหมายเลข 7 เป็นจุดแรกเพื่อแวะถ่ายรูปกับสะพานแดงชินเคียว เพราะว่าคือหัวใจของการมาNikko สถานที่อื่นไม่ได้ไปช่างมันเถอะ แต่ถ้าขาดสะพานแดงชินเคียว คือ ไม่ได้มาNikkoจริง ขี้โม้ ฮ่า(มาดามกล่าวไว้) ดังนั้นจึงนั่งอ้อมไปทั่วNikko เหตุที่นั่งอ้อม เพราะผู้ร่วมเดินทางลงความเห็นว่า จะไปสะพานแดงชินเคียว ก่อน และเดินเข้าไปกันในโซนมรดกโลกที่มีศาลเจ้า และวัด (ประเด็นหลักคืออ่านไม่ออกว่ารถเมล์จะเวียนไปทางไหนก่อน ตรูจะไปสะพานแดงชินเคียวเท่านั้น ฮ่าๆๆ) ปัจจุบันผู้เขียนได้มาใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นถึงได้รู้ว่า อ๋อ มันเวียนแบบนี้นี่เองจึงจัดทำไว้ให้เพื่อทุกคนที่มาเที่ยวเองไว้เป็นข้อมูล

แผนที่เส้นทางรถเมล์สาย World Heritage bus

ก่อนที่จะขึ้นรถเมล์ควรศึกษาเส้นทางรถเมล์ก่อนจะได้ลงป้ายถูก เพราะแผนที่หลังบัตร One day pass เป็นภาษาญี่ปุ่นอ่านไม่ออก หรือจะเก็บข้อมูลนี้ไปด้วยก็ได้ รถเวียนวนตามลำดับบนลงล่าง

– ป้ายหมายเลข 1 : JR Nikko Station (สถานีรถไฟ JR Nikko)

– ป้ายหมายเลข 2 : Tobu Nikko Station (สถานีรถไฟ Tobu Nikko)

– ป้ายหมายเลข 81 : Hotel Seikoen mae

– ป้ายหมายเลข 82 : Shodo shonin zo mae

– ป้ายหมายเลข 83 : Omotesando (ศาลเจ้าโทโชกุ, วัดรินโนจิ, สวนโซโยเอ็น)

– ป้ายหมายเลข 84 : Nishi-Sando

– ป้ายหมายเลข 85 : Taiyuin futarasan jinja mae (วัดไทยูอิน, ศาลเจ้าฟุตาระซัง)

– ป้ายหมายเลข 7 : Shinkyo (สะพานแดงชินเคียว)

จะเห็นว่า หมายเลข 7 สะพานแดงชินเคียว เป็นสถานที่สุดท้ายก่อนรถเมล์วนกลับไปสถานีรถไฟ อะไม่เป็นไร ลงกันที่สะพานแดงนี่แหละ ถ่ายรูปให้จุใจ แล้วค่อยเดินไปต่อในเขตมรดกโลก

ช่วงที่เราไปกลางเดือนมีนาคม หิมะยังมีอยู่ และวันนั้นก็มีหิมะตกปรอยๆๆ ต้นไม้ใน Nikko ขาวโพลนด้วยหิมะเต็มไปหมด

พอลงรถป้ายหมายเลข7 สะพานแดงชินเคียว ที่สามารถเดินเข้าโซนมรดกโลกได้ด้วย ก็จะมีลานพื้นที่ร้านค้า ของฝาก ของที่ระลึก ร้านอาหารมากมายละลานตา แต่ผู้ติดตามงอแง หิวข้าว เวลาตอนนั้นคงเลยเที่ยงไปแล้ว จำเป็นต้องพาแวะร้านอาหารญี่ปุ่นซะหน่อย ตอนหิวเดินตุปั้ดตุเป๋ หน้าง้ำหน้างอ พอเจออาหารหน้าตาก็จะแร่ดๆๆหน่อยนะ ฮ่าาา

เวลาหิวหน้าง้ำหน้างอ เวลาได้อาหารก็จะแร่ดๆๆ นิดหน่อยนะ ฮ่าาา

พออิ่มแล้ว ก็เริ่มออกเดินต่อไปที่สะพานแดงชินเคียว เพื่อถ่ายรูป เอาให้จุใจไปเลยจุดนี้เจี้ยวจ้าวกันเลยทีเดียว น่าจะเป็นจุดที่ถ่ายรูปเยอะที่สุด พันรูปเลือกรูปแรก ฮ่าาาา

สะพานแดงชินเคียว

สะพานชินเคียว (Shinkyo Bridge) มีความหมายว่าสะพานศักดิ์สิทธิ์ สะพานแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเมืองมรดกโลกนิกโก จากสะพานนี้สามารถเดินไปยังวัดรินโนจิ, ศาลเจ้าโทโชกุ, ศาลเจ้าฟุตะระซัง และวัดไทยุอิน รูปแบบของสะพานชินเคียวเป็นสะพานไม้โค้งแบบโบราณ ทาด้วยสีแดงด้านหลังสะพานเป็นวิวภูเขาอีกฝั่งของสะพานติดถนน ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในเดือนตุลาคมจะเห็นต้นไม้สีแดง เหลือง เขียวสลับกันเป็นฉากหลังของสะพานแดงชินเคียว นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปที่สะพานนี้ แต่เราไปเดือนมีนาคม ก็จะได้รูปที่มีหิมะปกคลุม มองแล้วสวยอีกแบบนะ

ศาลเจ้าฟุตะระซัง
บังป้ายศาลเจ้ามิดเลย

จากจุดสะพานแดงชินเคียว เดินต่อไปศาลเจ้าฟุตะระซัง (Futarasan Shrine) เป็นศาลเจ้าที่มีความเก่าแก่มากที่สุดในพื้นที่มรดกโลก Nikko ศาลเจ้าฟุตะระซังสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 782 โดย Shodo Shonin เป็นพระองค์เดียวกับที่สร้างวัดรินโนจิในนิกโก้ ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นให้กับเทพเจ้าแห่งภูเขาของนิกโก้ 3 องค์ ได้แก่ ภูเขานางไท (Mount Nantai), ภูเขาเนียวโฮ (Mount Nyoho) และ ภูเขาทาโระ (Mount Taro)

รองเท้าก็ไม่เตรียมสำหรับเดินหิมะพื้นลื่นมาก

ผู้เขียนและผู้ติดตาม เดินแบบไร้จุดหมายในเขตพื้นที่ มรดกโลก เพราะสมประสงค์ได้มาเจอสะพานแดงชินเคียวแล้ว แถมหิมะก็ตก ผู้ติดตามเริ่มงอแง อยากจะกลับ หนาวมาก หิวมาก ประหนึ่งเด็กได้ของเล่นแล้ว พอใจแล้ว ก็อยากกลับ เลยไม่ได้ไปเก็บรายละเอียดส่วนอื่น ท้ายที่สุดก็กระเตงเกาะแขนกันลงมาหาจุดจอดป้ายรถเมล์ แล้วนั่งจนสุดสายให้มาถึงสถานี JR Nikko เพื่อนั่งรถไฟกลับโตเกียว

นิกโกเป็นสถานที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องความสวยงามของวัดและศาลเจ้าต่าง ๆ จนถูกประกาศให้เป็นเขตมรดกโลก เราสามารถเดินไปแต่ละจุดๆได้หมด แต่ก็มีรถเมล์บริการ สำหรับคนที่ไม่อยากเดิน ไว้มีโอกาส จะลองไปช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่ไม่หนาวมาก จะได้มีแรงเดิน และถ่ายรูปสวยๆกัน ถ้าหน้าหนาวยังมีหิมะอยู่มันหนาวจับจิต ในความรู้สึกผู้เขียนอากาศหนาวเย็นแบบเดินไม่ออก มันไม่ฟินอ่า หรือใครจะดูซีรีย์เยอะพระเอกนางเอกจูงมือโรแมนติกท่ามกลางหิมะ… ผู้เขียนว่าในชีวิตจริง มันแข็งทุกอย่าง….ก้าวขาแทบไม่ออกเลย

Leave a Reply