บิ๊กซูโม่ ฝีมือการปลูกในรั้วบ้านของผู้เขียน

ช่วงนี้สถานการณ์อึมคึม และซึมยาวกันเลยทีเดียว ไปไหนมาไหนไม่ได้ ต่างหวาดกลัวและหวาดระแวงกันและกัน … ไอ้นี่จะเอาไวรัสมาติดเรามั้ย รถแท็กซี่ไว้ใจได้หรือไม่ บีทีเอสมีเชื้อโรคหรือเปล่า ตอนนี้ถือว่าผวากันแทบทุกคน นอกจากผวาแล้ว นิสัยคนไทย มักจะคิดต่างและถกเถียงกัน…เป็นปกตินิสัย
คนรวยเห็นช่องทางปุ๊บ กู้เงินมาลงทุนปั๊บ คิดแล้วทำทันที ถ้าเห็นโอกาส
คนจนเห็นช่องทางปุ๊บ ก็จะบอกว่า ไม่มีเงินทุน, สู้ดอกเบี้ยไม่ไหว, ถ้าขาดทุนขึ้นมาจะทำยังไง…ไม่เอาดีกว่า สรุปก็ไปสมัครเป็นพนักงานของคนรวยที่กู้เงินมาลงทุนนั่นแหละ
พอธุรกิจใหญ่โตได้กำไรขึ้นมา คนจนก็จะบอกว่า “นี่มันความคิดกูแท้ๆเลยนะเนี่ย”, “กูนี่ละที่ทำให้มันมาตั้งแต่แรกจนมันรวย แต่ดูสิ กูยังจนอยู่เลย แม่งทำนาบนหลังคนจน มันกินแรงกูแท้ๆ”
พอธุรกิจนั้นเกิดเจ๊งขึ้นมา คนจนบอกว่า “เห็นไหมกูบอกแล้วว่ามันเสี่ยง” “สมน้ำหน้ามัน ทำอะไรไม่ดูฐานะตัวเอง” และแล้ว “กูต้องได้เงินชดเชยตามกฎหมายสิบเท่าของเงินเดือน”
คนรวยที่เป็นเจ้าของกิจการและเจ๊ง ต้องไปกู้เงินมาจ่ายให้พนักงาน ต้องไปใช้หนี้ใช้สิน แล้วก็มองหาช่องทางโอกาสที่จะทำธุรกิจใหม่ รวมทั้งมองหาแหล่งเงินกู้ใหม่ ดอกเท่าไหร่ก็ต้องสู้ แลกเช็คก็ได้ กู้นอกระบบก็เอาไม่ปริปากบ่น เพราะต้องการเงินมาทำทุน
คนจนกู้เงินไปดาวน์มอเตอร์ไซค์ มีหลายคนกู้เงินไปลงทุนทำกิน พอได้กำไรวันละสามร้อย แทนที่จะผ่อนชำระหนี้สักร้อยสองร้อย กลับเอากำไรตรงนั้นไปติดแอร์ ไปดาวน์ปิ๊คอัพ จนไม่มีเงินผ่อน เจ้าหนี้มาทวงก็ร้องเรียนว่า เงินกู้โหดร้าย
ที่เขียนมาไม่ใช่ทั้งหมด ไม่ใช่ทุกคน แต่เป็นเรื่องที่เราพบเห็นกันอยู่เสมอๆ

มองในมุมนายจ้าง ตอนนี้ เศรษฐกิจแย่ ต้องกลืนเลือดตัวเอง จะเอาที่ไหนจ่ายลูกน้อง แต่ลูกน้องก็มองในมุมตัวเอง ว่าตัวเองต้องได้ ท้ายสุดบริษัทปิดกิจการ อยากได้ชดเชยไปเรียกร้องเอากับหน่วยงานที่คุ้มครอง นายจ้างลอยแพ ล้มบนฟูก จิบไวน์ สบายใจ ลูกจ้างก็ ตกงานตามระเบียบไหนจะค่าใช้จ่ายเป็นหางว่าว ลูกเมีย ภาระต้องเลี้ยงดู เงินจะซื้ออาหารก็ไม่มี เห็นในข่าวโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ออกข่าวเรียกร้องเงินเยียวยา ไม่มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน…เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ จะยังอยู่กับเราอีกนานแสนนาน ไม่รู้ว่า โรคระบาดจะจบลงวันไหน และเศรษฐกิจโลกรวมทั้งไทย จะรอดหรือเปล่า ?

สิ่งที่นึกได้ตอนนี้ คือ ขอน้อมนำพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เกี่ยวกับเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงบางส่วน ที่พระราชทานไว้ในโอกาสต่าง ๆ มาเผยแพร่ให้เราทุกคนได้อ่านกันอีกครั้ง หากได้อ่านทุกคำ ทุกประโยค เราจะเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของเศรษฐกิจพอเพียงที่พ่อสอนไว้อย่างถ่องแท้ เพราะความหมายของพระราชดำรัส ที่พระราชทานในโอกาสต่างๆล้วนใช้ได้ในทุกสถานการณ์ และภาวะวิกฤติโรคระบาดตอนนี้ได้ดีที่สุด

พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ วันที่ 31 ธันวาคม 2502

“การใช้จ่ายโดยประหยัดนั้น จะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดเองและครอบครัว ช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า การประหยัดดังกล่าวนี้ จะมีผลดีไม่เฉพาะแก่ผู้ประหยัดเท่านั้น ยังจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย” ….คำสอนของพระองค์ท่าน ยังใช้ได้เสมอ ถ้าเรารู้จักประหยัดและอดออม เพื่อในวันข้างหน้า เราจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ไม่ต้องไปร้องขอใคร เราช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่มีปัญหา นับจากวันนี้ เราต้องคิดใหม่ วางแผนใส่ใจการใช้จ่ายและประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม  2517

“…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธาน ในทางที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…”

        “…ฉะนั้น  ถ้าทุกท่านซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีความคิด และมีอิทธิพล มีพลังที่จะทำให้ผู้อื่นซึ่งมีความคิดเหมือนกัน ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำ พอควร พออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้  ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวร  ที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดกาล…”

        “…ถ้าท่านทั้งหลายช่วยกันคิด ช่วยกันทำ แม้จะมีการเถียงกันบ้าง แต่เถียงด้วยรากฐานของเหตุผล และเมตตาซึ่งกันและกัน และสิ่งที่สูงสุด  ที่สุดก็คือประโยชน์ร่วมกัน คือ ความพอมีพอกิน พออยู่ ปลอดภัยของประเทศชาติ…” คำว่าพออยู่ พอกิน คือเราจัดการตัวเอง ทำมาหากิน พออยู่ พอกิน มีเก็บ ประเทศอื่นจะดีเลิศขนาดไหน ไม่ต้องไปเปรียบเทียบ เรามีความสุขในแบบของเรา วันนี้เกิดวิกฤติโรคระบาด พระราชดำรัสพระองค์ท่าน สอนเราไว้ เหมาะสมเข้ากับเหตุการณ์อย่างดีที่สุด เราจัดการตัวเอง ดูแลตัวเอง ใช้ชีวิตให้พออยู่ พอกิน ไม่ต้องไปเปรียบเทียบใคร ความสุขง่ายๆๆที่เราสามารถทำได้เอง

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ วันที่ 31 ธันวาคม  2521

 “…วิถีทางดำเนินของบ้านเมืองและประชาชนโดยทั่วไป มีความเปลี่ยนแปลงมาตลอด เนื่องมาจากความวิปริตผันแปรของวิถีแห่งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และอื่น ๆ ของโลก ยากยิ่งที่เราจะหลีกเลี่ยงให้พ้นได้ จึงต้องระมัดระวัง ประคับประคองตัวเรามากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการเป็นอยู่โดยประหยัด เพื่อที่จะอยู่ให้รอดและก้าวหน้าต่อไปได้โดยสวัสดี…” พระราชดำรัสข้อนี้ยิ่งเห็นได้ชัด เราประคับประคองตัวเราเองให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการเป็นอยู่โดยประหยัด เราก็รอด และไม่เบียบเบียนใคร

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2540

 “…ความจริงเคยพูดเสมอในที่ประชุมอย่างนี้ว่า การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตนเอง อันนี้ก็เคยบอกว่า ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก อย่างนี้ท่านนักเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็มาบอกว่าล้าสมัยจริง อาจจะล้าสมัย คนอื่นเขาต้องมีเศรษฐกิจ ที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียกว่าเศรษฐกิจการค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจความพอเพียง เลยรู้สึกว่าไม่หรูหรา แต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่า ผลิตให้พอเพียงได้…”

        “…การกู้เงินนี้นำมาใช้ในสิ่งที่ไม่ทำรายได้นั้นไม่ดี อันนี้เป็นข้อสำคัญ เพราะว่าถ้ากู้เงินและทำให้มีรายได้ก็เท่ากับจะใช้หนี้ได้ ไม่ต้องติดหนี้  ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องเสียเกียรติ กู้เงินนั้น เงินจะต้องให้เกิดประโยชน์ มิใช่กู้สำหรับไปเล่นไปทำอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์…”

        “…เมื่อปี 2517 ถึง 2541 ก็ 24 ปีใช่ไหม วันนั้นได้พูดว่า เราควรจะปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินก็แปลว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกินก็ใช้ได้  ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดีใหญ่…”

        “…สมัยก่อนนี้พอมีพอกิน มาสมัยนี้ชักจะไม่พอมีพอกิน จึงต้องมีนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะให้ทุกคนพอเพียงได้ ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้ว่าบางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ อันนี้ก็ความหมายอีกอย่างของเศรษฐกิจพอเพียง หรือระบบพอเพียง …”

        “… แต่ว่าพอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือ คำว่าพอ ก็เพียงพอเพียงนี้ก็พอ ดังนั้นเอง คนเราถ้าพอใจในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนผู้อื่นน้อย…”

        “…มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก  อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง…”

        “… ความพอเพียงนี้ก็แปลว่าความพอประมาณ และความมีเหตุผล…”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2541

“…คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ มีความคิดว่าทําอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข…”

        “…ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ อันนี้ก็หมายความอีกอย่างของเศรษฐกิจ หรือระบบพอเพียง…พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่เบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง…”

        “เศรษฐกิจพอเพียง…จะทำความเจริญให้แก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน ต้องไม่พูดมาก ต้องไม่ทะเลาะกัน ถ้าทำโดยเข้าใจกัน เชื่อว่าทุกคนจะมีความพอใจได้….

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล วันที่ 17 มกราคม 2544

“…ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียงความหมายคือ ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง คือทำจากรายได้ 200-300 บาท ขึ้นไปเป็นสองหมื่น สามหมื่นบาท คนชอบเอาคำพูดของฉัน เศรษฐกิจพอเพียงไปพูดกันเลอะเทอะ เศรษฐกิจพอเพียง คือทำเป็น Self-Sufficiency มันไม่ใช่ความหมาย ไม่ใช่แบบที่ฉันคิด ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้าเขาต้องการดูทีวี ก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไปจำกัดเขาไม่ให้ซื้อทีวีดู เขาต้องการดูเพื่อความสนุกสนาน ในหมู่บ้านไกล ๆ ที่ฉันไป เขามีทีวีดูแต่ใช้แบตเตอรี่ เขาไม่มีไฟฟ้า แต่ถ้า Sufficiency นั้น มีทีวีเขาฟุ่มเฟือย เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัดสูทใส่ และยังใส่เนคไทเวอร์ซาเช่ อันนี้ก็เกินไป…”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4  ธันวาคม 2544

 “… เศรษฐกิจพอเพียงที่ได้ย้ำแล้วย้ำอีกแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า sufficiency economy ใครต่อใครก็ ต่อว่า ว่า ไม่มี sufficiency economy แต่ว่าเป็นคำใหม่ของเราก็ได้ก็หมายความว่า ประหยัด แต่ไม่ใช่ขี้เหนียว ทำอะไร ด้วยความอะลุ้มอล่วยกัน ทำอะไรด้วยเหตุและผล จะเป็นเศรษฐกิจพอเพียง แล้วทุกคนจะมีความสุข แต่เศรษฐกิจพอเพียงนี้ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติยากที่สุด…”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2550

 “…ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง พอเพียงคืออะไร ไม่ใช่เพียงพอ คือว่า ไม่ได้หมายความว่า ให้ทำกำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง ทำกำไรก็ทำ ถ้าเราทำกำไรได้ดี มันก็ดี แต่ว่าขอให้มันพอเพียง ถ้าท่านเอากำไรหน้าเลือดมากเกินไป มันไม่ใช่พอเพียง…”

        “…ฟังว่ารัฐบาลหรือเมืองไทย ประชาชน มีเงินเยอะ มีเงินเกิน ก็ใช้สิ เขาหาว่าเราเศรษฐกิจพอเพียง คำว่า พอเพียง ถ้ามีเงินก็ต้องใช้ ไม่ใช่ขี้เหนียว ถ้ามีเงินไม่ต้องขี้เหนียว ซื้อไปเถอะ อะไรก็ตาม เครื่องบิน เรือ รถถัง ซื้อ ถ้ามีเงินเยอะ ก็ถือว่าสนับสนุนให้จ่าย เดี๋ยวนี้เขาบอกว่า ในหนังสือพิมพ์เห็นรึเปล่า ว่าเขาสนับสนุนให้จ่าย ถ้ามีก็จ่าย แต่ถ้าไม่มีก็ระงับหน่อย …”

เครดิตข้อมูล จาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, สำนักงาน กปร.,มูลนิธิชัยพัฒนา,เครือข่ายกาญจนาภิเษก

ท้ายที่สุด หนทางรอดของทุกคนคือ น้อมนำพระราชดำรัสมาปรับใช้ในการดำรงชีพ และ เราทุกคนต้องสร้างปัจจัย 4 ขึ้นมาด้วยตัวเอง ขอยกอมตะวาจาที่ถูกเอ่ยขึ้นมานานกว่าครึ่งศตวรรษ “เงินทองคือมายา ข้าวปลาคือของจริง” ของ หม่อมเจ้า สิทธิพร กฤดากร เพราะตลอดพระชนม์ชีพทรงมุ่งหวังที่จะยกระดับกสิกรรมในเมืองไทย ให้ยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง และหลุดพ้นจากความยากจน ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ผสมกับเกษตรศาสตร์

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะสร้างข้าวปลาอาหารเองควบควบคู่กับการทำงานในวิชาชีพ หากเกิดปัญหาใหญ่ในโลกเฉกเช่นปัจจุบัน เราก็ไม่ต้องเดือดร้อนหาเงินไปแลกข้าวปลาอาหาร ถึงเวลาหรือยังที่เราจะลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่มันคือความจริง จับต้องได้ และไม่ใช่ของมายา

Leave a Reply