ทริปนี้เกิดจาก มีวันว่างวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ทุกคนอยู่พร้อมหน้ากัน ….มองหน้ากันไปมา ในเย็นวันศุกร์นั้น ….ไปเที่ยวบ้านอาจิ๋มที่สุพรรณบุรีกันมั้ย? ไปดูบ้านเรือนไทย ที่มีเสาบ้านมากกว่า 50 ต้นมั้ย? มีเรือนหลายหลังประกอบเป็นหมู่เรือนไทยนะเออ แถมมีสวนมะม่วงให้เก็บอีกด้วย ….. คุณนายแม่นั้น ตกลงทันที สีหน้า ดี้ด้าแจ่มใส เพราะว่า อยู่บ้านคนเดียวทั้งอาทิตย์ แต่เหล่าลูกๆๆ นั้นออกไปทำงานนอกบ้านกันทุกวัน พอคุณนายแม่เห็น MadamJulie นั่งนิ่ง ไม่เอ่ยวาจาใดๆๆ นางก็จ่อยสนิท “แล้วแต่คุณนาย(มาดามจูลี่) แล้วกัน แม่ยังไงก็ได้” นางกล่าว ….. แต่ลับหลังก่อนขึ้นบ้านนอน คุณนายแม่มากระซิบกับผู้เขียนว่า “แม่อยากไปนะ ล้อหมุน ตี 4 กัน” ฮ่าๆๆ เราคนขับรถ ได้หมดถ้าสดชื่น …… คืนนั้น เข้านอน มีหมาแก่นอนข้างๆๆ บอก หมาแก่ว่า “ไม่กวนนะคืนนี้ พรุ่งนี้จะพาไปเที่ยวววว “

บ้านเรือนไทยแท้ อาจิ๋มสุพรรณ
ใต้ถุนบ้านเรือนไทย สมัยผู้เขียนเป็นละอ่อนน้อยมาเที่ยวสุพรรณ แอบซ่อนใต้ถุนบ้านหากันไม่เจอเลยทีเดียว
ท้องนาบ้านอา

ตื่นเช้าตี3 กว่าๆๆ ด้วยความที่คุณนายแม่ น่าจะเข้าสู่ สว.สูงวัย นางตื่นปกติทุกวันเวลานี้แล้วนอนไม่หลับ แต่วันนี้พิเศษหน่อย ลูกๆๆ จะพาไปเที่ยว นางเปิดไฟทุกดวงทั้งบนบ้าน ในบ้าน เปิดไล่ทุกคนให้ตื่น นางอาบน้ำแต่งตัวลงมาเรียบร้อย ส้วยงามเลยทีเดียว เดินเข้าครัวต้มน้ำร้อน ชงกาแฟเผื่อลูกๆๆทุกคน ตามกิจวัตรทุกวัน หมาแก่ก็ได้เวลาตื่น เห่าขอกินด้วยเช่นกัน …. ผู้เขียนรีบตื่นนอน เก็บที่นอน จัดการตัวเอง เพราะรู้ว่า ถ้าแม่พร้อมแล้ว หากเราเอ้อระเหย ลอยชาย อืดอาดยืดยาด นางจะ อารมณ์บ่จอย ….กาแฟก็กระดกแบบแก้วเดียวหมด ประหนึ่งยกซดเหล้าเซี่ยงซุ่น ฮ่าๆๆ

ดอกบัวที่อ่างบัวบ้านเรือนไทย

ล้อหมุนเดินทางจากบ้านสมุทรปราการ ไปวงแหวนอุตสาหกรรม ข้ามสะพานภูมิพล 1,2 ตัดเข้าถนนพระราม3 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ วิ่งไปจนเจอสี่แยกไฟแดงถนนสาทรตัดถนนนราธิวาสฯ เลี้ยวซ้ายอีกทีข้ามสะพานตากสิน มุ่งหน้าตามป้ายไปถนนราชพฤกษ์ เจอป้ายถนนกาญจนาภิเษก มุ่งหน้าสู่งบางบัวทอง ตัดขับไปตามถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก วิ่งไปจนเจอป้าย ทางออกไปสุพรรณบุรี เลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าสู่ สุพรรณบุรี ผ่านฉลุย …พอเข้าตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้เขียนจับเส้นทางไปทางอำเภอสองพี่น้อง เพื่อไปบ้าน อาจิ๋ม (ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือตั้งแต่สมัยเรียน) สมัยเรียนมัธยม เพื่อนสนิทผู้เขียนอีกคนเป็นคนสุพรรณบุรีแต่พ่อแม่พาย้ายไปทำมาหากินที่จังหวัดบ้านเกิดผู้เขียน ทำให้ครั้งหนึ่งสมัยละอ่อนน้อย นั่งรถทัวร์สองคนกับเพื่อนมาเที่ยวสุพรรณฯ ตอนนี้ยังทึ่งกันอยู่ว่า เมื่อ 20กว่าปีที่แล้ว เด็กอายุ 14 นั่งรถทัวร์มาเที่ยวสุพรรณฯ แถมข้อมูลก็ไม่ได้เยอะแยะเท่าทุกวันนี้ แต่พ่อแม่ก็ไว้ใจมากที่สุด ให้เราเรียนรู้โลกกว้างด้วยตัวเอง นี่อาจจะเป็นเหตุการณ์แรกๆที่จุดประกายการเดินทางของผู้เขียนก็เป็นไปได้

วัดป่าเลไลยก์ สุพรรณบุรี

เวลามาเยี่ยมอาจิ๋ม ก่อนไปบ้านอา จะต้องผ่าน วัดป่าเลไลยก์ ก่อนเสมอ และทุกครั้งเราต้องแวะไหว้พระขอพรกันก่อน ดังนั้นวันนี้ ผู้เขียนได้ทีพาคุณนายแม่ และ MadamJulie เข้าวัดเสียหน่อย และแน่นอน หมาแก่เข้าวัดไม่ได้ จึงอนุโมทนาสาธุในรถติดแอร์ ฮ่าๆๆๆ

วัดป่าเลไลยก์เป็นวัดที่มีความสำคัญ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสุพรรณบุรี

สถานที่ ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เก่าแก่ สันนิษฐานว่ามีอายุราว 1200 ปี ตั้งอยู่ริมถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าวัดป่า ภายในวิหาร เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต ปางป่าเลไลยก์

หลวงพ่อโต ปางป่าเลไลยก์

พงศาวดารเหนือกล่าวว่า …พระเจ้ากาเตทรงให้มอญน้อย มาบูรณะวัดป่าเลไลยก์ ภายหลังปี พ.ศ. 1724 เล็กน้อย  ภายในวัด มี หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทอง สุพรรณภูมิ (คือประทับนั่งห้อยพระบาท) เป็นพระประธานในอุโบสถ  มีนักปราชญ์หลายท่านสันนิษฐานว่า เดิมคงเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา สร้างไว้กลางแจ้งอย่างพระวัดพนัญเชิงสมัยแรกๆ ต่อมาได้มีการบูรณะ ซ่อมแซมใหม่ และทำเป็นปางป่าเลไลยก์ ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ภายในองค์พระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ 36 องค์ ที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลาย

วัดป่าเลไลยก์ มีความเกี่ยวข้องกับวรรณคดีอันลือชื่อของไทย  คือ เสภาขุนช้างขุนแผน นิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่  ปัจจุบัน วัดป่าเลไลยก์ มีสถานะเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร / เครดิตข้อมูล : สำนักงานส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี

หลังไหว้พระเสร็จ ผู้เขียนและคุณนายแม่ พร้อม มาดามจูลี่ เจอ อาจิ๋มโดยบังเอิญที่ วัดป่าเลไลยก์ พอดี เลยขับรถตามกันเข้าบ้าน ไปนั่งกินมะม่วง กินผลไม้ ดื่มน้ำอุทัยทิพย์ให้ชื่นใจ คุณนายแม่เห็นบ้านเรือนไทย อาจิ๋ม แล้วชอบมาก เลยคุยกันต่อว่า เราไปเที่ยวตลาดสามชุก 100 ปีกันดีกว่า ที่นั่นมีล่องเรือเอี๊ยมจุ้นไปตามแม่น้ำท่าจีน และชมความงามของเรือนไทยด้วย ตกลงกันตามนั้นแล้ว เราสรุปกันเสร็จสรรพเลยว่า ไม่กินกลางวันกับอา มุ่งหน้าสู่ อำเภอสามชุกสุพรรณบุรี กันเลย อาหารการกิน ตั้งใจไปฝากท้องข้างหน้า ที่ตลาดสามชุกต้องมีอาหารขายแน่นอน ฮ่าาา

ตลาดสามชุก 100 ปี จังหวัดสุพรรณบุรี

จากบ้านอาจิ๋ม มาตลาดสามชุก ใช้เวลาไม่นานแค่ 40 นาที จัดการหาที่จอดรถให้เรียบร้อย คุณนายแม่ตื่นตาตื่นใจกับตลาดมาก จัดแจงเลือกหาอาหารซื้อมานั่งกินที่ลานต้นโพธิ์ กลางตลาดสามชุก และเป็นลานกิจกรรมอีกด้วย มื้อกลางวันคุณนายแม่อาสาจ่ายเอง แม่บอกว่า “แม่มีตังค์ สบายมากเดี๋ยวจ่ายเอง ขับรถพามาก็พอแล้ว มื้อเที่ยงนี้ แม่เลือกเอง เพราะผิดหวังจากปลาหมื่นลี้เมื่อเช้า ฮ่าๆๆๆ” บ้านเรา เพราะมาดามจูลี่ไม่กินสัตว์ใหญ่ เราจะมองหาแต่ปลา และอาหารทะเล ตอนเช้าที่ขับรถมาสุพรรณ จะแวะหาข้าวต้ม หรือ ก๋วยเตี๋ยวปลาง่ายๆๆเป็นอาหารเช้า มองเห็นป้าย “ก๋วยเตี๋ยวปลาหมื่นลี้” เลี้ยวเข้าร้านปั๊บเลย สรุปคือ ทั้งร้านมีรถเราคันเดียว และอาหารกินไม่ได้เลย ปลาก็เหม็นคาวมาก เพราะเป็นปลาดอลลี่ ….ทุกวันนี้ผู้เขียนยังโดนแซวเรื่องปลาหมื่นลี้อยู่เลย ฮ่าาา

หน้าบ้านเรือนไทยสาคร ทางขึ้นท่าแม่น้ำท่าจีนสามชุก เคยถ่ายละครไทยหลายเรื่องทีเดียว
หมาแก่ผู้เขียน…นับว่ามีบุญมาก ไปทุกที่…ที่เราไปทางรถยนต์ ฮ่าาา
“หมาแก่อาจจะไม่ปลื้ม” แต่คนปลื้มการท่องเที่ยว ปล่อยหมาแก่ไว้บ้านตัวเดียวไม่ได้ก็กระเตงกันไปด้วย

พอจัดการมื้อกลางวันเสร็จแล้ว …. คุณนายแม่ เห็นที่ท่าน้ำตรงตลาด มีบริการนั่งเรือเอี้ยมจุ๊น (เป็นเรือที่ใช้เดินทางในสมัยโบราณ นั่งได้ราว 40 คน) ล่องแม่น้ำท่าจีน แล้วพาไปแวะขึ้นชมเรือนไทยสาคร ในราคาคนละ 50 บาท ราคาเมื่อปี 2560 ปัจจุบัน อาจจะขึ้นราคาก็เป็นไปได้ ลองสอบถามราคาอีกที ที่โต๊ะขายตั๋วที่ท่าน้ำตลาดสามชุก 100 ปี

ลุงเช็งเจ้าของบ้าน วันนั้นกรุณาตีขิมให้ได้ฟังกันด้วย
โถงกลางหน้าเรือนใหญ่ มีเรือนรองปีกซ้าย และ ขวา
บริเวณครัว มีกระต่ายขูดมะพร้าวด้วย
ครัวบ้านเรือนไทย สังเกตุกระต่ายขูดมะพร้าว

เราสามคนจัดการซื้อตั๋วเรือ รอเวลาตามรอบที่กำหนด รอบที่ได้ตอนนั้น น่าจะบ่ายสองโมง ผู้เขียนสอบถามเจ้าของเรือ เรามีหมาแก่ เอาไปด้วยได้ไหม จะอุ้มเอง ไม่ปล่อยเพ่นพ่านทำเกะกะผู้คนหรือสร้างความรำคาญแต่อย่างใด เจ้าของเรือใจดีมาก บอก “โอเคครับ ที่บ้านก็มีหมา” เจ้าของเรือที่ทำหน้าที่ควบคุมเรือ ทราบชื่อมาว่า ชื่อ ลุงเช็ง มีผู้ช่วยอีก 1 คน คาดว่าน่าจะเป็นลูกชายลุงเช็ง ลุงเช็งพาเราล่องแม่น้ำท่าจีน อธิบายวิถีชีวิตของคนสมัยก่อน และบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง ว่าเค้านั้น คนที่ตลาดจะเรียกกันว่า ลุงเช็ง เดิมที คุณแม่ลุงเช็ง ค้าขายข้าวสารและถ่าน ในตลาดสามชุกตั้งแต่อดีตนั่นแหละ และมีบ้านเรือนไทยหลังใหญ่ที่คนตลาดสามชุกรู้จักกันเป็นอย่างดี ชื่อบ้านเรือนไทยสาคร (ตามชื่อมารดาลุงเช็ง) ต่อมาลุงเช็งมาสืบทอดกิจการต่อจาก มารดา และกิจการรุ่งเรือง ต่อยอดกิจการ การค้าไปหลายอย่างมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย และตามสูตร เศรษฐี คหบดี ที่มีเงินทอง มักจะมีหลายภรรยา ลุงเช็ง ก็ไม่พ้นกฎข้อนี้ไปได้เช่นกัน คือ ลุงเช็ง มีภรรยาถึง 4 คน และลุงเช็ง น่าจะสอบผ่านปริญญาสูงสุดด้านการจัดการภรรยา เพราะว่า ภรรยาลุงเช็ง อยู่ร่วมกันทั้ง4 คน จนปัจจุบัน และทุกคนรักใคร่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยกันทำมาหากิน โดยทำหน้าที่ นำทัวร์ภายในบ้านเรือนไทยสาคร หรือแล้วแต่ภาระหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย

ส่วนบ้านเรือนไทยที่ใช้จัดแสดงร้านซ่อมนาฬิกาในอดีตของลุงเช็ง
บ้านเรือนไทยส่วนจัดแสดงร้านตัดผม
เก้าอีร้านตัดผมแบบนี้ หาดูยากขึ้นทุกวันแล้ว
บ้านเรือนไทย ส่วนจัดแสดงกล้องและภาพถ่าย
บ้านเรือนไทยส่วนจัดแสดงกล้องและภาพถ่าย
ภาพนู้ด สมัยโบราณ ดูมีศิลปะดี ไม่อนาจารแบบปัจจุบัน
หวยงวด 2 พ.ค.2560 ปีนี้งดไม่มีหวย ฮ่าาา

เรือเอี้ยมจุ๊น ออกจากท่าน้ำตลาดสามชุก ลอยไปตามแม่น้ำท่าจีน ผ่านที่ว่าการอำเภอ วัด และสถานที่สำคัญๆๆ ลุงเช็งก็จะอธิบายอย่างละเอียด ราวกับเรื่องราวผ่านมาไม่นานนี้เอง มันอยู่ในความทรงจำ ความคิดถึง และความสุขของลุงเช็ง ที่ได้ถ่ายทอดอดีตที่สะท้อนความเป็นอยู่ของยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี จนเรือแล่นมาจอดที่ท่าน้ำหน้าบ้านเรือนไทยใหญ่โตหลังหนึ่ง ทราบชื่อต่อมา คือ บ้านเรือนไทยสาคร ของ ลุงเช็ง นั่นเอง พอเรือจอดที่ท่าน้ำ ภรรยาคนแรกของลุงเช็ง ลงมาต้อนรับ พาขึ้นชมเรือนไทยส่วนรับแขก และตัวบ้านใหญ่ บ้านเรือนไทยสาคร เป็นบ้านทรงไทยแท้ดั้งเดิม คือ ประกอบด้วยตัวเรือนหลัก และโถงกลางสำหรับรับแขก เรือนทิศใต้กับเรือนทิศเหนือ อยู่ปีกซ้ายและขวา ถัดจากเรือนทิศใต้ เป็นส่วนครัวที่ทำทางเดินแยกมาต่างหาก ภายในตัวเรือนไทยหลังใหญ่ ลุงเช็งยังใช้อยู่อาศัยในปัจจุบัน แต่บางส่วนของตัวเรือนไทย ลุงเช็ง ใช้เป็นห้องจัดแสดงเรื่องราวในอดีต เช่น ร้านตัดผม ห้องฉายหนัง ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านโชห่วย ห้องเครื่องเสียง ห้องรวมกล้อง ร้านซ่อมนาฬิกา ร้านกาแฟโกเช็ง ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ทำให้ความรู้สึกย้อนวันวานไปในยุคอดีตกับภาพบ้านเรือนไทยริมน้ำซึ่งปัจจุบันหาชมได้ยาก มาก

บ้านเรือนไทยส่วนจัดแสดงร้านกาแฟ โกเช็ง

การนำชมบ้านเรือนไทยในส่วนต่างๆๆ นอกจากภรรยาคนแรกของลุงเช็ง แล้ว ยังมีภรรยาคนที่ 2 ,3,4 นำชมในส่วนอื่นๆ แบ่งหน้าที่ กันชัดเจน แต่ที่เห็นตรงกัน คือ ทุกคนเชื่อฟังคำสั่งลุงเช็ง และยอมให้เป็นผู้นำครอบครัว รวมถึงภรรยาทุกคน จะให้ความเคารพ ภรรยาคนแรก ของลุงเช็ง อย่างมาก ทำให้มีความสันติสุขเกิดขึ้นในครอบครัว

อดีตสามชุกคือแหล่งที่ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติทั้งไทย จีน มอญ มามีสัมพันธ์ต่อกันในลักษณะของการแลกเปลี่ยน ซื้อขายสินค้า จนพัฒนาไปสู่ การลงหลักปักฐาน สร้างเมืองที่มั่นคงขึ้นมา ตลาดสามชุก เป็นตลาดในการติดต่อค้าขายที่สำคัญในอดีต ตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีก่อน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสุพรรณบุรี

ครัวไทยบริเวณหุงต้ม ปัจจุบันเจ้าของบ้านยังใช้งานปกติ
เตาฟืนหุงต้ม บ้านเรือนไทยสาคร เจ้าของบ้านใช้งานปกติ

การได้มานั่งเรือเอี้ยมจุ๊น ล่องชมบรรยากาศ วิถีชีวิตสองฝั่งแม่น้ำท่าจีน ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทยๆ ย้อนกาลเวลา สู่อดีต ทำให้เราได้เห็นมุมมอง และวิธีคิดของคนโบราณ ที่มีวิสัยทัศน์เฉียบแหลม มองขาดในการดำรงตนให้รอดพ้นจากอุปสรรคและปัญหา พร้อมกับสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน รวมถึงได้เห็นความพยายามอดทน อดออม ซึ่งคนรุ่นใหม่ น่าจะต้องศึกษาและนำมาประยุกต์ใช้ต่อไป

เย็นนั้นเราขับรถกลับบ้านกันด้วยความสุข คุณนายแม่ก็มีความสุข และสมหวังกับการใช้ชีวิตนานนับชั่วโมงที่บ้านเรือนไทย อย่างเต็มอิ่มจุใจ ยิ่งกับครัวไทยแบบโบราณ ที่มีกระต่ายขูดมะพร้าวให้ทดลองนั่งและขูดจริงๆๆด้วยแล้ว นางคงคิดประหนึ่งว่า ตัวเรานั้น อยู่ใต้ชายคาบ้านคุณหลวง หรือ อาจจะคิดว่าเป็น มัดหมี่ จากเรื่อง แม่เบี้ย ก็เป็นไปได้ ฮ่าาาา

Leave a Reply