ทริปนี้ ผู้เขียนพา MadamJulie ไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิดเมืองนอน เมืองหนองคาย วันเวลาที่ไปนั้น เป็นช่วงวันเกิดในปีๆหนึ่งที่ผ่านมาไม่นาน ช่วงนั้นจะเป็นเวลาใกล้สิ้นปี เอ่ยปากชวนนาง…อยากกลับบ้าน ไปหาครอบครัว และใส่บาตร ทำบุญวันเกิด ที่แผ่นดินเกิด ต้อนรับวันปีใหม่ ด้วยกันนะ ….MadamJulie ตอบตกลง นางจัดการจองตั๋วเครื่องบินเสร็จสรรพ….

เริ่มต้นการเดินทาง

เราสองคนมีแต้มสะสมการบินไทยค่อนข้างเยอะ เลยได้บินเจ้าป้า ทั้งไปและกลับ (แต่ ทำการบินโดยไทยสไมล์) ไฟล์เช้าสุด บินใช้เวลา ไม่เกิน 1 ชม. ก็ มาถึงท่าอากาศยานอุดรธานี จาก สนามบินอุดรธานี ผู้เขียนพาMadamJulie นั่งบัสลิมูซีน เป็นรถตู้โดยสารไปส่งที่หนองคายในราคาคนละ 200 บาท หรือใครจะไปลงที่สะพานมิตรภาพเพื่อข้ามไปเวียงจันทน์ ลาว เลยก็ได้ รถมีบริการไปส่งที่สะพานฯ ก่อน แล้วค่อยเข้าตัวเมือง

มาถึงวันแรก เราตั้งใจพามาดามจูลี่ เที่ยวหนองคาย และพักผ่อน ก่อน ค่อยข้ามไป ไหว้พระขอพรที่เวียงจันทน์ จึงให้รถมาส่งที่ บขส.หนองคาย จากสนามบินอุดรธานี มาตัวจังหวัดหนองคายใช้เวลาแค่ ประมาณ 1 ชม.กว่าๆๆ ก็ถึงที่หมาย

หลังจาก เก็บกระเป๋า ล้างหน้าล้างตา ก็ได้เวลา สำรวจบ้านเกิดเมืองหนองคายของผู้เขียน การเดินทางที่นี่ เราใช้วิธีพึ่งรถสาธารณะเป็นหลัก ซึ่งก็คือ รถสามล้อเครื่อง หรือ สกายแล๊ป คู่กับการเดินเท้า

หนองคายเมืองน่าอยู่ อันดับ 7 ของโลก

หนองคายเป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เป็นที่ราบสูง มีทั้งพื้นที่ค่อนข้างราบซึ่งใช้ประโยชน์ในการทำนา และปลูกพืชบริเวณริมแม่น้ำโขง พื้นที่เป็นคลื่นลอนลาด กระจายอยู่ทุกอำเภอเป็นหย่อมๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ทำนาและปลูกพืชไร่ พืชสวนและป่าธรรมชาติ พื้นที่เป็นคลื่นลอนชันและเป็นป่า ภูเขาธรรมชาติ ที่มีความสูงชัน เป็นจังหวัดชายแดน ที่เงียบสงบ น่าอยู่และน่าท่องเที่ยว มีพื้นที่ส่วนใหญ่ยาวตามลำแม่น้ำโขง ตรงข้ามและขนานกับประเทศลาว มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการชมบั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษา เครดิตข้อมูล : องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย

หนองคายได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร Modern Maturity ของสหรัฐอเมริกาว่าเป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 7 ของโลก โดยมีเกณฑ์ชี้วัดเมืองน่าอยู่ 12 ตัวชี้วัด คือ สภาพอากาศ, ค่าครองชีพ, วัฒนธรรม, ที่อยู่อาศัย, สาธารณูปโภค, การคมนาคม, การบริการทางการแพทย์ , สภาพแวดล้อม , กิจกรรมนันทนาการ , ระบบรักษาความปลอดภัย ,ความมั่นคงทางการเมืองและเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ต้องการ

เครดิต: นิตยสาร Modern Maturity ของสหรัฐอเมริกา

หลวงพ่อพระใส

ผู้เขียนพามาดามจูลี่ นั่งรถสามล้อมาลงแถววัดโพธิ์ชัย เพื่อกราบนมัสการขอพรหลวงพ่อพระใสก่อนเป็นที่แรกในเช้าวันนั้น แต่ก่อนจะพาเข้าไปในวัด แวะเติมอาหารเช้าแบบหนองคาย ที่มีส่วนผสมผสาน ระหว่างเวียดนาม ลาว ไทย ไว้ด้วยกัน เพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง มาเยือน เจ้าถิ่นอย่างเรา เลยเลือกร้าน ทานตะวัน อาหารเช้า อยู่ซอยประจักษ์ศิลปาคม เยื้องธนาคารกรุงศรีฯ สาขาหนองคาย หรือจะเสิร์ชหา รับรองเจอแน่นอน อาหารเช้าขึ้นชื่อของหนองคาย คือ ไข่กะทะ ขนมปังยัดไส้ ข้าวจี่ ข้าวเปียกเส้น แกงเส้น ข้าวต้ม มีหลายอย่างให้เลือก หากใครมาหนองคายลองแวะมาชิมกันได้ แต่ถ้าไม่มีแขกบ้านแขกเมือง คนพื้นถิ่นอย่างผู้เขียน กินฝีมือแม่ อร่อยที่สุดแล้วจ้า

วัดโพธิ์ชัยหนองคาย

หลังจากเติมพลังอิ่มท้อง ผู้เขียนพามาดามจูลี่ เดินเท้ามาที่วัดโพธิ์ชัย เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อพระใสพระคู่บ้านคู่เมือง หนองคาย

พอไหว้พระขอพร เสร็จแล้ว ตั้งใจพามาดามจูลี่เดินเท้า ไปเรื่อยๆๆ ตามถนน ลงไปริมแม่น้ำโขง บริเวณนั้นจะมีลานกิจกรรม อย่างที่บอกว่า หนองคายคือเมืองพญานาค ลานริมแม่น้ำโขงจะมีรูปปั้นพญานาคใหญ่โตมาก แสดงถึงสัญญลักษณ์เมืองพญานาค ตามความเชื่อของคนท้องถิ่น ตัวผู้เขียนก็เชื่อและศรัทธาพญานาคมากมายไร้ข้อกังขาด้วยเช่นกัน

ลานพญานาคยามเย็น
พญานาค
ลานพญานาคริมแม่น้ำโขงหนองคาย

ถ่ายรูปชื่นชมความงามจนพอใจ เราพามาดามเดินต่อมาเรื่อยๆๆ ตามแนวถนนริมแม่น้ำโขง จนถึงตลาดอินโดจีน (ตลาดท่าเสด็จ/ที่เรียกท่าเสด็จก็เพราะว่า ในหลวง ร.9 เสด็จมาที่ท่าน้ำแห่งนี้ และบริเวณดังกล่าวยังเป็นท่าเรือข้ามฟากไปลาว ปัจจุบันท่าเรือยกเลิกแล้ว เนื่องจากมีการสร้างสะพานมิตรภาพฯข้ามไปลาว) ตลาดอินโดจีน ก็จะมีของขาย มาจากจีน เวียดนาม ลาว ของพื้นเมือง ท้องถิ่น รวมถึงร้านอาหารเวียดนาม ไทยอิสาน แพปลา กระชังเลี้ยงปลา ริมแม่น้ำโขง อีกทั้งยังมีบริการล่องเรือชมความงามสองฝั่งโขง หรือบางท่านอาจจะใช้บริการลอยอังคารในแม่น้ำโขงก็จะมีเรือ บริการเช่นกัน

จนบ่ายคล้อย เรามองหาร้านอาหารเที่ยง แถวตลาดอินโดจีน ได้ยินข่าวว่า มีร้านกาแฟเวียต (Cafe’ viet) เดิมทีได้ยินเพื่อนแนะนำ ยังคิดว่าขายแต่กาแฟ ยังเถียงมันในใจ เพื่อนบอก “บ่แม่นเด้อ มันขายอาหารหลายแนวอยู่” เลยพามาดามแวะ ก็ชื่นชมการตกแต่งร้านนะ สไตลย์เวียดนาม แต่ว่าไม่ได้กินร้านนี้นะ วันที่เราไปนั้น น่าจะเกือบบ่ายสอง ร้านบอกว่าปิดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือแล้ว แต่มีมะพร้าว…เลยได้จิบน้ำมะพร้าวคนละลูก มองหน้ามาดาม หน้าง้ำหน้างอ ตรูหิววววว ฮ่าๆๆ

ตลาดอินโดจีน(ท่าเสด็จ)

เดินต่อมาจนสุดถนนตลาดอินโดจีน ก็จะเจอ ร้านแดงแหนมเนือง ถ้าไม่มากินร้านแดง แหนมเนือง คือไม่มาถึงหนองคาย นะเออ ฮ่าา สรุปก็พามาดาม กินร้านแดงแหนมเนือง นะแหละ มีหลายอย่าง ให้เลือก ทั้งกุ้งพันอ้อย แหนมเนือง พันหอม ขนมเบื้องยวน หลากหลายเมนู ที่สำคัญผักสดๆๆ เยอะมาก ถูกใจมาดามเค้าหละ สมัยผู้เขียนเป็นเด็กๆ เวลามาเดินตลาดอินโดจีน จะได้กลิ่นหอมย่างแหนมเนืองด้วยเตาถ่าน ควันฟุ้งกระจาย เห็นพนักงานล้างผักข้างๆร้าน จำได้ว่า เจ้าของร้านละเอียด ใส่ใจมาก ล้างผักต้องสะอาดนะ เพราะคนกินเข้าไปจะได้ไม่มีพิษภัย เสน่ห์ร้านแดงแหนมเนืองสมัยยังเด็ก มันมีมากมายจนบรรยายไม่หมด เค้ารักษาคุณภาพ จนอยู่คู่เมืองหนองคายมาเท่าทุกวันนี้ ก็ต้องมีดีพร้อมคุณภาพแหละนะ แต่ปัจจุบันร้านใช้เทคโนโลยีช่วยในการผลิต จึงทำให้รสชาติอาหารเปลี่ยน และแปลกไปหน่อย แต่ก็ถือว่ารับได้ …..

สบายดีเวียงจันทน์ ลาว

เช้าที่จะออกเดินทางไปเวียงจันทน์ เราออกเดินทางไม่เช้ามาก หลังจากพามาดามใส่บาตรพระ และรับอาหารเช้าแล้ว….ผู้เขียน แบกเป้ 2 ใบ เพื่อให้มาดามเดินสวยๆๆ ไม่ต้องพะวงกับกระเป๋า เราเรียกรถสามล้อ ไป บขส. รถสามล้อม หรือ สกายแล๊ฟเมืองหนองคาย นี่นะ ทั้งที่มีราคากำหนดตายตัว ขึ้นป้ายไว้แล้ว แต่ก็ยังต้องมาต่อรอง กัน คนละเท่านั้น เท่านี้ ผู้เขียนก็ต่อรอง นะ เว้าอิสาน ต่อจนพอใจ จึงพากันขึ้นรถ แต่ลงรถ ก็จ่ายทิป อยู่ดี ฮ่าาาาา เหตุผลเพราะว่า งานบริการ ถ้าพอใจก็จ่าย นอกเหนือจากค่าจ้างที่ตกลงต่อรองแบบแทบจะฆ่ากันตาย แนะนำ ผู้อ่าน หรือคนเดินทาง หากมาหนองคาย และต้องใช้รถสามล้อ ถามราคาก่อนขึ้นรถ แล้วต่อรองราคาก่อน พอใจค่อยขึ้นรถ จะดีที่สุด หรือจะเดินก็ได้ นะ ผู้เขียนเคยเดินรอบเมืองหนองคาย เหงื่อท่วมตัวเลยหละ ฮ่าๆ

จาก บขส.หนองคาย จะมีรถไปเวียงจันทน์ และวังเวียง ส่วนผู้เขียนไปแค่เวียงจันทน์ เดินตรงไปถามซื้อตั๋วที่โต๊ะขายตั๋ว ตรงช่องรถจอดได้เลย หรือ ถ้าไม่ได้ซื้อก็กระโดดขึ้นรถได้นะ เดี๋ยวคนรถเดินฉีกตั๋วมาเก็บเงินเองอีกที รถออกจาก บขส.หนองคาย จะไปจอดปลายทางที่ตลาดเช้า เวียงจันทน์ ใช้เวลาไม่นานหรอกในการขับรถ จากหนองคายไปเวียงจันทน์ แต่จะนานตรงด่านตรวจคนเข้าเมือง ทั้งไทยและลาว นี่แหละ

ด่าน ตม.สะพานมิตรภาพฯหนองคาย

รถออกจาก บขส.หนองคายแล้ว ไปจอดจุดแรกที่ สะพานมิตรภาพฯ เพื่อให้คนลงทางฝั่งไทย ทำพิธีการผ่าน ตม.ไทย โดยรถจะขับไปรอที่ช่องขาออก จุดนี้จำหมายเลขรถไว้ให้ดี แต่ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมั่ว เพราะเที่ยวรถที่มาจากหนองคาย และ อุดรธานี มันมีเวลาชัดเจน พอผ่าน ตม.ไทย แล้ว ช่วงที่เดินออกไปขึ้นรถ จะมีช่องกั้นและมีโต๊ะเจ้าหน้าที่ นั่งอยู่ เราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสะพาน คนละ 20 บาท พอจ่ายเรียบร้อย เดินออกไปขึ้นรถนั่งรอผู้โดยสารคนอื่น รอจนมากันครบ เด็กติดรถโดยสารจะมาเดินนับคน ตรงกับตอนออกมาจาก บขส.มั้ย หรือเพื่อนใครยังไม่มาก็แจ้งให้รถรอ ไม่ยาก

ท่ารถตลาดเช้า เวียงจันทน์

เอกสารที่ต้องเตรียมในการข้ามไปประเทศลาว

หนังสือเดินทางหรือบัตรผ่านแดน อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ กรณีไม่มีหนังสือเดินทาง ก็ให้ทำหนังสือผ่านแดน

  1. หนังสือเดินทางไทยต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน สามารถเดินทางเข้าไป สปป.ลาวโดยไม่ต้องขอวีซ่า และสามารถพำนักได้ครั้งละไม่เกิน 30 วัน
  2. กรณีไม่มีหนังสือเดินทาง สามารถใช้หนังสือผ่านแดน (Border Pass)ในการเดินทางโดยติดต่อขอทำได้ที่ที่ว่าการอำเภอที่มีชายแดนติดกับ สปป.ลาว เพียงใช้บัตรประจำตัวประชาชน และรูปถ่ายในการยื่นคำร้องขอหนังสือผ่านแดนนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท  คือ  หนังสือผ่านแดนถาวร และหนังสือผ่านแดนชั่วคราว 

เมื่อผู้โดยสารครบ รถออกจาก ตม.ฝั่งไทยข้ามสะพานฯข้ามแม่น้ำโขง (สร้างขึ้นด้วยความร่วมมือของ 3 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ลาว และไทย เป็นสะพานที่สร้างความสัมพันธ์ไทย-ลาว ให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม) เข้าสู่ ตม.ฝั่งลาว จุดนี้จะมั่วและวุ่นวายมาก คนเยอะ แต่ก็มีเจ้าหน้าที่คอยบอก ใบขาเข้า ตม.ลาว จะมีแจกบนรถ คิดง่ายๆ ถ้าใครเคยเดินทางด้วยเครื่องบินไปต่างประเทศ ก่อนเครื่องลง แอร์โฮสเตสจะมาแจกใบขาเข้า แต่นี่เรานั่งรถ ก็จะมีเด็กรถมาแจก บางที แจกๆๆ อุ๊ย เอามาไม่พอ ลงไปเอาที่ด่านนะ ก็มี ฮ่าๆๆ ไม่ว่ากัน พอผ่านขั้นตอน ตม.ลาว แล้ว รถโดยสารจะไปหยุดส่งสุดสายที่ตลาดเช้า เวียงจันทน์ อารมณ์ก็คือท่ารถ บขส.บ้านเรานะแหละ

ภาพคำเตือนน่ารักดี ให้ดูว่าคนไทยเดาความหมายได้นะ ฮ่า

ลงรถโดยสาร เราเรียกรถสามล้อ เหมือนหนองคายนะแหละ ไป ที่ รร ก่อน เอาเป้หนักๆๆ ไปไว้ที่พักก่อน อ้อ ลืมบอกว่า ควรจะแลกเงินลาวที่ด่าน ตม.ลาว หรือจะแลกที่ ตลาดเช้าเวียงจันทน์ ที่รถโดยสารจอดก็ได้ เอาเงินไทยแลกเงินลาว โล้ด สบายมาก

ภาพป้ายเตือนภาษาลาวที่คนไทยอ่านออก

ค่ารถสามล้อที่ลาว ไป รร ที่พัก แถวริมแม่น้ำโขง เป็นบ้านพักเก่า ของกงสุลฝรั่งเศส สมัยปกครองอาณานิคม ชื่อ รร Le Vientiane ค่าสามล้อนั้น คนลาวเรียก ตามอย่างฝรั่ง เช่น สิบพัน=10,000 กีบ,สามสิบพัน=3หมื่นกีบ จำได้ไม่ลืม ตลอดชีวิต ค่ารถสามล้อวันนั้น คนขับบอก สามสิบพัน คือสามหมื่นกีบ ด้วยความที่เงินลาวเลขศูนย์มันเยอะ และมองไม่ชัดหรือไงไม่แน่ใจ ผู้เขียนจ่ายแบงก์แสนกีบไป 3 ใบ เท่ากับว่า ค่ารถสามแสนกีบ ฮ่าๆๆ มิน่าละ คนขับรถสามล้อแทบกราบเลย ฮ่าาา

เที่ยวรอบเวียง ไหว้พระรอบเมือง

หลังจากพักผ่อนจิบชาที่ รร เราตัดสินใจเช่ารถพาทัวร์ รอบเวียง ไปหอพระแก้ว, วัดสีสะเกด, วัดสีเมือง,พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ และประตูชัย พร้อมขับรถสำรวจรอบเมือง แล้วไปจบที่ร้านอาหารริมโขง ใกล้ โรงแรมที่พัก

หอพระแก้ว

หอพระแก้ว

สถานที่สำคัญที่เราอยากไปกัน ที่แรกคือ หอพระแก้ว เป็นสถานที่เคยประดิษฐานพระแก้วมรกต หรือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรตั้งอยู่ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ปัจจุบันเหลือเพียงพระแท่นที่ประดิษฐาน เพราะพระแก้วมรกตถูกอัญเชิญลงมาประทับที่วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ (เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ควรกล่าวถึงหรือพูดคุยเรื่องราวในอดีตว่า พระแก้วมรกตเป็นของประเทศใด)

วัดสีเมือง (Wat Si Muang)

วัดสีเมืองสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2106 (ค.ศ. 1563) โดยเหล่าเสนาอำมาตย์ของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ลงความเห็นให้สร้างวัดสีเมือง ณ ที่แห่งนี้ ต่อมาถูกกองทัพสยามทำลายลงในปี พ.ศ. 2371 และสร้างวัดสีเมืองขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2458 ภายในวัดสีเมืองมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มากมาย โดยเฉพาะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ พระพุทธรูปองค์นี้ได้ชำรุดไปบางส่วน ซึ่งชาวลาวเชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก

วัดสีสะเกด (Wat Sisaket)

ออกจากหอพระแก้ว ตรงข้ามคือวัดสีสะเกด หรือวัดสะตะสะหัสสาราม (วัดแสน) ถือว่าเป็นวัดสำคัญของเวียงจันทน์อีกวัดหนึ่ง เพราะเป็นวัดที่สร้างขึ้นแห่งแรกในนครเวียงจันทน์ ในอดีตเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช (ลาว) ศักดิ์ของวัดนี้เทียบเท่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์ ท่าเตียนของไทย) เหตุที่ชื่อวัดแสนก็เพราะว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชและพุทธศาสนิกชนชาวลาวในอดีต ทรงสร้างพระพุทธรูปทั้งองค์เล็กและองค์ใหญ่ประดิษฐานไว้ทั่ววัด 100,000 องค์ ปัจจุบันมีเหลืออยู่ประมาณ 10,000 กว่าองค์เท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม วัดนี้ก็มียังมีพระพุทธรูปมากที่สุดในนครหลวงเวียงจันทน์ เป็นวัดที่ไม่ควรพลาดอีกวัดหนึ่ง

พระธาตุหลวงเวียงจันทน์

พระธาตุหลวง เวียงจันทน์

พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ คือ พระธาตุที่เป็นปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งแห่งเวียงจันทน์ เป็นศูนย์รวมใจของประชาชนชาวลาวทั่วประเทศ มีประวัติการก่อสร้างนับพันปีเช่นเดียวกันพระธาตุพนมในประเทศไทย และปรากฏความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของดินแดนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง สถานที่นี้ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศลาว ดังปรากฏในตราแผ่นดินของลาวที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีรูปพระธาตุหลวงเป็นภาพประธาน และแม้แต่ธนบัตรสกุลกีบ ใครมาเที่ยวนครหลวงเวียงจันทน์ห้ามพลาดที่นี่เลย

พระธาตุหลวงโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบลาว มีลักษณะเป็นสถูปเจดีย์สีทองอร่าม ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงสีทอง ชาวบ้านมีความเชื่อกันว่าพระธาตุหลวงมีการสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 โครงสร้างปัจจุบันขององค์พระธาตุหลวงได้ถูกสร้างโดยสมเด็จพระเจ้าอภัยพุทธบวร ไชยเชษฐาธิราช และมีได้มีการบูรณะโดยชาวฝรั่งเศสในช่วงหลัง ที่นี่เปิดให้เข้าเที่ยวชมทุกวัน ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต้องแต่งกายสุภาพก่อนเข้าเยี่ยมชม

ประตูไซ (Patuxay Monument)

ประตูชัย
ประตูไซ

ประตูไซ สัญลักษณ์สำคัญของเมืองเวียงจันทน์ ตั้งอยู่บริเวณถนนลานช้าง (Lane Xang Avenue) ก่อสร้างเมื่อราว ๆ ปี ค.ศ. 1957 เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงวีรชนผู้ร่วมรบในการประกาศเอกราชจากประเทศฝรั่งเศส โดยได้แรงบันดาลใจสถาปัตยกรรมจาก Arc de Triomphe ประตูชัยแห่งปารีส มีการตกแต่งด้วยรูปปั้นของกินรีและสัตว์ในตำนานตามความเชื่อของศาสนาพุทธ มีเรื่องราวของรามเกียรติ์ โดยรอบของประตูชัยถูกตกแต่งด้วยสวนสวยอันเงียบสงบ เหมาะแก่การไปเดินเล่นพักผ่อน แนะนำมาเช้า ๆ มีเปิดน้ำพุและเพลง ไปนั่งเล่นฟังเพลงลาวเพราะดี 

จากถนนล้านช้างตรงประตูไซ มองไปจะเห็นหอคำ พระราชวังเดิมของพระมหากษัตริย์ลาวด้วย

ริมแม่น้ำโขงฝั่งหนองคาย
ร้านอาหารริมแม่น้ำโขงฝั่งลาว

ส่งท้ายทริปวันนั้น เราให้รถไปส่งที่ร้านอาหารริมแม่น้ำโขง MadamJulie พาไปเลี้ยงวันเกิดเพราะวันที่ไปไหว้พระ รอบเวียง วันนั้น คือ วันคล้ายวันเกิดของผู้เขียน เมื่อตอนเช้าใส่บาตรพระสงฆ์ และขอพรจากแม่แล้ว สายๆมาทำทานกับคนขับรถสามล้อ ที่ดีใจจนเราสงสัย ฮ่าๆ ตกเย็นมา มาดามเลี้ยงอาหารลาวแต่เป็นร้านอาหารของคนไทยที่มาเปิดกิจการที่เวียงจันทน์ นั่งจิบเบียร์ลาว ลมพัดเย็นๆๆ มองแม่น้ำโขงที่กั้นกลางระหว่าง ลาว กับ ไทย เรามองเห็นฝั่งไทยชัดเจน และฝั่งไทยก็มองเห็นลาว ด้วยเช่นกัน สองประเทศเคียงคู่ขนาน ไปตามลำแม่น้ำโขง ที่ทอดยาวไปหลายประเทศ เป็นแม่น้ำนานาชาติที่มีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ บางทีชีวิตไม่ได้ต้องการอะไรที่วิเศษเลิศเลอ แค่เราได้เดินทางกับคนที่เรารัก และได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ระหว่างร่วมทริป แม้จะเป็นแค่ระยะเวลาสั้นๆ แต่ความทรงจำ ก็ยังชัดเจน และเป็นความสุขที่หล่อเลี้ยงจิตใจยามที่อยู่ไกลกัน

Leave a Reply